SET50 Sentiment with SET50 Dashboardวันนี้ตลาดหุ้นลงค่อนข้างหนักมากๆ หุ้นใหญ่ถูกทิ้งหนักหน่วง
หลายๆคน อาจจะคาดการณ์ว่า เปิด มค อาจจะมี rally ขึ้นไปได้ แต่สุดท้ายเปิดตลาดหุ้นมา
ตลาดหุ้นลงเละ
ถ้าถามว่า มีสัญญาณเตือนอะไรก่อนหน้านี้ไม๊ คำตอบคือ
มี!
ถ้าดูจาก SET50 Dashboard จะเห็นชัดว่า หลายๆเครื่องมือ ส่งสัญญาณมาแล้ว่า ตลาดเริ่มไม่ดีมากๆ
โดยเฉพาะดูระดับ Week เป็นภาพใหญ่ จะค่อนข้างคิดว่าตลาดหุ้นไทย อาจจะ วิ่งทางลงอีกสักพัก
ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าจะตลาดจะเปลี่ยนกลับมาขาขึ้นเมื่อไหร่
สิ่งที่ทำได้คือแกะรอบข้อมูลไปทุกวัน
ดัชนีตลาด
SET 2568 ยังไหวมั้ย นักลงทุนควรทำยังไงต่อหลังจากย่อมาถึงจุดนี้จากความผันผวนในช่วงเปิดปีที่ผ่านมา SETยืน 1400ไม่อยู่แล้วย่อมาทดสอบ 1361ครั้งหนึ่ง หลังจากนั้นตลาดก็ผันผวนหนัก +/-10-20 จุดหลายวันติด
จนมาถึงวันนี้ตลาดลงพร้อมกับแรงขายหุ้นกลาง/ใหญ่หลายๆตัวอีกครั้ง ที่สำคัญคือลงมาถึงแนว 1362อีกครั้งจุดนี้คือจุดน่าสนใจ
เพราะแนว 1350-1365คือโซนที่นักลงทุนหลายๆท่านทำการโหลดหุ้นเต็ม 100%ในขาขึ้นรอบที่แล้ว(ช่วง Q3-4) นั่นหมายความว่าแนวนี้คือทุนของขาขึ้นรอบที่แล้ว
ดังนั้นการย่อลงมาทดสอบครั้งแรกจึงมีการเด้งเกิดขึ้น แต่เมื่อไม่สามารถยืนแนว 1400ได้การลงมาทดสอบ 1362ถึงไม่ใช่เรื่องที่เกินความคาดหมาย และหุ้นหลายๆตัวดันลงมาพร้อมกันด้วยทำให้มุมมองที่เคยมองไว้ว่าตลาดจะย่อไปถึง 1300ยังคงอยู่เหมือนเดิม
ฝากนักลงทุนตรวจเช็คหุ้นในพอร์ตและแผนการรับมือนะครับ แล้วฝากติดตามการอัพเดทในครั้งต่อไปเรื่อยๆนะครับ
ดอลลาร์แข็งค่าจากข้อมูลเศรษฐกิจแกร่งดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นกลางสัปดาห์จากข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง โดยตัวเลข JOLTS และ ISM ภาคบริการออกมาสูงกว่าคาด สะท้อนสัญญาณเงินเฟ้อและความเสี่ยงจากนโยบายการเงินที่เข้มงวด หากตัวเลข NFP ในวันศุกร์ออกมาดี ดอลลาร์อาจแข็งค่าต่อเนื่อง
โดยดัชนี DXY มีแนวต้านที่ 109.35 และเป้าหมายถัดไปที่ 110.86 ส่วนแนวรับสำคัญอยู่ที่ 107.25
5 กฎเหล็กในการเทรด Scalping 5 กฎเหล็กในการเทรด Scalping
👺👺👺 กลับมาพบเจอกันอีกแล้วกับบทความดีๆ รวมไปถึงทริคและเทคนิคการเทรดดีๆ ที่แอดพร้อมมาแชร์ให้ได้รู้กัน โดยวันนี้เอาใจสายScalping ที่ชอบเก็บกำไรสั้นๆ การเทรดที่มาพร้อมกฎเห็กในการทำกำไร มาครับมาตามอ่านกันได้เลย
ในยุคสมัยที่โลกหมุนไวไปไวนี่เอง การเทรดก็ย่อมมาเร็วเคลมเร็วไม่ต่างกัน หากเราชื่นชอบการเทรด Scalping เราก็ควรต้องมีกฎเหล็กในการเข้าทำกำไรด้วย เพราะความเสี่ยงในการเทรดรูปแบบนี้จัดว่ามีความเสี่ยงค่อนข้างสูงมากครับ การวางแผนการเทรดที่ดีจึงช่วยให้เรามีกำไรที่สม่ำเสมอและชนะได้ง่ายขึ้นนั่นเอง
5 กฎในการเทรด Scalping
1. ยิ่งแพ้ยิ่งเป็นประสบการณ์
เพราะการเทรดไม่ได้มีคำว่าชนะอย่างเดียว เราจะมีแพ้ชนะ สลับกันไป แต่ที่ต้องจำให้ขึ้นใจคือ แพ้น้อยกว่าชนะได้ แต่กำไรต้องมากกว่า ไม้ที่แพ้เสมอ
2. ห้ามยอมแพ้เด็ดขาด
คุณต้องอยู่ในตลาดให้ได้นานมากที่สุด แม้ว่าออเดอร์ที่เข้าไปจะแพ้ก็ตาม ให้ยืนดูอยู่ข้างตลาดเอาไว้ก่อน แล้วมองหาโอกาสในการเทรดใหม่ (ที่ยืนอยู่บน Mindsetที่ดีด้วยนะ) เพราะโอกาสที่ดี มักมาในช่วงที่คนส่วนใหญ่เริ่มยอมแพ้กันหมดแล้ว
3.เริ่มจากทุนน้อยๆไปหาทุนมากๆ
อย่าเพิ่งเริ่มต้นด้วยทุนก้อนโต การค่อยเป็นค่อยไปช่วยให้เราคุ้นชินและมีประสบการณ์ที่ดีและไม่ดีร่วมกัน และทำให้เราแก้ปัญหา และหลบเลี่ยงเหตุการณ์เฉพาะหน้าได้ดียิ่งขึ้น
4. หมั่นตรวจสอบกลยุทธ์และประเมินผลลัพธ์บ่อยๆ
คล้ายกับการติดตามผลลัพธ์การเทรดนั่นแหละครับ แต่เราทำมากกว่านั้นด้วยการประเมินและวิเคราะห์กลยุทธ์ของเราตลอดเวลา อาจจะเป็นทุก3 เดือน 6 เดือน หรือปีละครั้ง ครับ
5. อย่าแหกกฎของตัวเอง
เชื่อว่าข้อสุดท้ายนี้ใครๆก็พูดได้แต่ทำยากมากที่สุด แต่จำไว้เถอะฮะ ถ้าคุณทำตามกฎการเทรดของตัวเองได้ เรื่องยากๆในชีวิตนี้จะดูง่ายขึ้นเยอะเลย จริงๆ
👽👽👽เป็นอย่างไรกันบ้างครับ หมั่นสำรวจและลองผิดลองถูกในกลยุทธ์ของตัวเอง แล้วพยายามสร้างกฎการเทรดให้ตัวเองที่ไม่ยากจนเกินไปจะทำให้เราไม่เครียด และทำตามกฎได้ง่ายขึ้น นะฮะ ว่าแล้วก็ลองไปลองเริ่มทำกันดูฮะ วางแผนดี มีชัยไปกว่าครึ่ง
และที่สำคัญ ฝึกฝนการเทรดให้ได้ทุกวัน รับรองว่ากำไรไม่ไกลเกินฝันแน่นอนฮะ แอดเอาใจช่วย แล้วอย่าลืม MM กันด้วยนะ ชีวิตการเทรดของเราจะยืนยาวและมั่นคง แอดฟันธงให้เลย
SET 02/01/25 กรอบ 1361.2-1410 ขาลง ไม่มี สญ.หยุดลง
a. ลงไม่หลุด 1362 ฟอร์มหัวขึ้น ถึงจะเริ่มหยุดลง
b. เบรค 1410 จะมีหัวขึ้น พา 240 หยุดลง
.................................
D : ขาลง กรอบ 1289.3-1506.8
- มีหัวลง 1457.7-1421 ลง 261.8 test 1286.3
240 : ขาลง กรอบ 1289.3-1506.8
- มีหัวลง 1443.2-1487.4 ลง 00
60 : ขาลง เหมือน 240
- กรอบ 1361.2-1410
- ถ้าหลุด 1362 ยังลงตาม fibo
- ถ้าเบรค 1410 จะมีหัวขึ้น
15 : ขาลง กรอบ 1361.2-1410
- ถ้าจะมี สญ.หยุดลง อย่างน้อย 15 ต้องฟอร์มหัวขึ้น
- ถ้าไม่เบรค 1410 ยังลงตาม fibo
วิเคราะห์ SET ด้วย TD SEQUENTIAL + HMASET วิเคราะห์โดยใช้ **TD Sequential** และ **HMA** (Hull Moving Average) ดังนี้:
---
### **1. การวิเคราะห์แนวโน้ม (Trend Analysis)**
#### **Hull Moving Average (HMA):**
- จากภาพ HMA สีเขียวแสดงถึงแนวโน้มขาขึ้นในระยะกลาง ซึ่งบ่งชี้ว่าตลาดมีแรงซื้อสนับสนุน
- เส้น HMA ยังมีมุมเอียงขึ้น ซึ่งยืนยันว่าราคาโดยรวมยังคงอยู่ในทิศทางบวก แม้ว่าจะมีการพักตัวเล็กน้อย
---
### **2. TD Sequential:**
#### **สัญญาณ Setup และ Countdown**
- **เลข 9 สีเขียว (ช่วงซ้าย)**: หมายถึงการเกิด Overextended (จุดที่แนวโน้มขาลงเริ่มหมดแรง) และอาจเกิดการกลับตัว (Reversal) ซึ่งจากภาพ ราคาเริ่มฟื้นตัวหลังจากเกิดเลข 9 ในช่วงก่อนหน้า
- **ตัวเลข 1, 2, 3, และ 4 (บริเวณขวา)**:
- TD Sequential กำลังเริ่มเข้าสู่ "Setup Phase" ใหม่ (นับตัวเลข 1-9)
- ช่วงนี้บ่งชี้ว่าแนวโน้มขาขึ้นกำลังอยู่ในช่วงสะสมแรง แต่ยังไม่ครบ 9 แท่ง (ยังไม่มี Overbought ในรอบนี้)
---
### **3. การวิเคราะห์แนวรับ-แนวต้าน (Support & Resistance)**
จากภาพ มีการแสดง **Pivot Points** (Traditional Quarterly) ซึ่งช่วยระบุจุดแนวรับและแนวต้านสำคัญ:
- **R1 (1380.99):** ทำหน้าที่เป็นแนวต้านสำคัญ แต่ดูเหมือนราคาจะยังไม่สามารถผ่านไปได้
- **P (Pivot ที่ 1397.90):** เป็นแนวต้านหลัก และราคาปัจจุบันอยู่ต่ำกว่าระดับนี้ ซึ่งบ่งชี้ถึงแรงขายในระยะสั้น
- **S1 (1324.10):** แนวรับที่น่าจับตามอง หากราคาปรับตัวลงมาต่ำกว่าเส้น HMA
---
### **4. สัญญาณการเทรด**
#### **กรณีขาขึ้น (Bullish)**
- หากราคาสามารถกลับขึ้นไปเหนือเส้น Pivot (1397.90) และยังอยู่เหนือเส้น HMA สีเขียว แนวโน้มขาขึ้นอาจยืนยันตัวเอง
- รอ TD Sequential นับถึง 9 ใน "Setup Phase" เพื่อพิจารณาการขาย (Overbought)
#### **กรณีขาลง (Bearish)**
- หากราคาปิดต่ำกว่า HMA สีเขียว และต่ำกว่าแนวรับสำคัญที่ S1 (1324.10) ตลาดอาจเข้าสู่แนวโน้มขาลงในระยะกลาง
- TD Sequential นับย้อนกลับไปยัง 1-9 อาจเกิด "Oversold" หากถึงจุดเลข 9 สีแดง
---
### **5. กลยุทธ์การเทรด**
#### **Short-Term Strategy (ระยะสั้น)**
- ติดตามการทะลุผ่าน Pivot (1397.90): หากราคาเบรกขึ้นไป อาจเป็นสัญญาณซื้อ
- ใช้ HMA เป็นตัวกรอง: หากราคาปิดต่ำกว่า HMA สีเขียว ให้พิจารณาหลีกเลี่ยงการเข้าซื้อ
#### **Long-Term Strategy (ระยะยาว)**
- ดูการนับตัวเลขของ TD Sequential: หากนับถึงเลข 9 (Overbought/Oversold) ในช่วงแนวรับหรือแนวต้านสำคัญ ใช้เป็นจุดตัดสินใจเข้าหรือออกจากตลาด
- ใช้แนวรับ S1 (1324.10) เป็นจุด Stop Loss ในกรณีที่เกิดการ Breakout ลง
---
### **สรุป**
- **แนวโน้มปัจจุบัน:** ตลาดอยู่ในช่วงพักตัว (Consolidation) ภายใต้แนวโน้มขาขึ้นระยะกลาง (ตาม HMA สีเขียว)
- **สัญญาณ TD Sequential:** กำลังเข้าสู่รอบใหม่ (Setup Phase) ที่ยังไม่ครบ 9 แท่ง
- **กลยุทธ์:** ใช้ HMA และ Pivot Point เป็นแนวรับแนวต้าน และรอ TD Sequential ยืนยันสัญญาณที่ชัดเจนก่อนการตัดสินใจ
แนวคิดและทฤษฏี
การใช้งาน **TD Sequential** ร่วมกับ **HMA (Hull Moving Average)** ถือเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจสำหรับการวิเคราะห์ทางเทคนิค เพราะทั้งสองเครื่องมือมีเป้าหมายแตกต่างกัน แต่สามารถเสริมกันเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการตัดสินใจได้:
---
### 1. **TD Sequential: การใช้งานและจุดเด่น**
TD Sequential เป็นเครื่องมือที่พัฒนาโดย **Tom DeMark** ซึ่งใช้เพื่อระบุจุดกลับตัวของราคา (reversal points) โดยเฉพาะในตลาดที่มีแนวโน้ม (trending market) และตลาดที่กำลังเข้าสู่ภาวะพักตัว (consolidation phase)
- **โครงสร้างของ TD Sequential:**
- **Setup Phase (1-9):** ใช้ตัวเลข 9 แท่งเพื่อระบุแนวโน้มการเคลื่อนไหวของราคา (uptrend/downtrend)
- **Countdown Phase (1-13):** ใช้ตัวเลข 13 แท่งเพื่อติดตามภาวะ "หมดแรง" ของแนวโน้ม
- **การใช้งานหลัก:**
- สัญญาณซื้อ: เมื่อ TD Sequential Setup จบลงที่ 9 (Overbought) หรือ Countdown จบที่ 13
- สัญญาณขาย: เมื่อ Setup หรือ Countdown ให้ค่า Overextended (Oversold)
---
### 2. **HMA (Hull Moving Average): การใช้งานและจุดเด่น**
HMA เป็น Moving Average ที่ออกแบบมาเพื่อลดความล่าช้า (lag) และยังมีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงของแนวโน้ม ซึ่งเหมาะสำหรับการวิเคราะห์ทิศทางราคาในระยะสั้นถึงกลาง
- **จุดเด่นของ HMA:**
- **เปลี่ยนสี:** สามารถปรับเปลี่ยนสีเพื่อบอกสถานะ Bullish หรือ Bearish
- **แนวโน้ม:** ใช้เพื่อตรวจสอบแนวโน้มหลัก (major trend) หรือการกลับตัว (reversal)
---
### 3. **การใช้งาน TD Sequential ร่วมกับ HMA**
การผสมผสาน TD Sequential กับ HMA สามารถช่วยในการระบุ **จุดเข้าซื้อ (entry point)** และ **จุดขาย (exit point)** ได้อย่างมีประสิทธิภาพ:
#### ขั้นตอนการใช้งาน:
1. **วิเคราะห์แนวโน้มด้วย HMA:**
- หาก HMA มีทิศทางขาขึ้น (สีเขียวหรือสูงกว่าราคา) ให้มองหาโอกาสซื้อ
- หาก HMA มีทิศทางขาลง (สีแดงหรือต่ำกว่าราคา) ให้มองหาโอกาสขาย
2. **ใช้ TD Sequential ระบุจุดกลับตัว:**
- หาก HMA อยู่ในแนวโน้มขาขึ้น และ TD Sequential Setup ถึงเลข 9 หรือ Countdown ถึง 13 ให้เตรียมขาย (จุดกลับตัวหรือ Overbought)
- หาก HMA อยู่ในแนวโน้มขาลง และ TD Sequential Setup ถึงเลข 9 หรือ Countdown ถึง 13 ให้เตรียมซื้อ (จุดกลับตัวหรือ Oversold)
3. **ยืนยันด้วยการ Breakout ของ HMA:**
- หากราคาทะลุ HMA หลังจากที่ TD Sequential ส่งสัญญาณกลับตัว ถือเป็นจุดเข้าออกที่แข็งแกร่ง
---
### 4. **ตัวอย่างเชิงปฏิบัติ**
สมมติว่าคุณกำลังดูกราฟ Bitcoin บน Timeframe 4H:
- **HMA**: เป็นสีเขียว (ขาขึ้น)
- **TD Sequential**: Setup Phase จบที่ 9
- **กลยุทธ์:**
- ถ้าราคาอยู่ใกล้แนวต้านสำคัญและ TD Sequential ให้สัญญาณ Overbought → เตรียม Short หรือรอ Pullback
- ถ้าราคาไม่สามารถทะลุ HMA ได้ → ใช้ HMA เป็นแนวต้านในการตั้งจุดขาย
---
### 5. **ข้อดีและข้อจำกัด**
- **ข้อดี:**
- TD Sequential ช่วยระบุจุดกลับตัวที่อาจเกิดขึ้น
- HMA ลดสัญญาณหลอก (false signals) ด้วยการให้แนวโน้มที่ชัดเจน
- **ข้อจำกัด:**
- TD Sequential อาจไม่แม่นยำในตลาดที่ผันผวน (volatile)
- HMA อาจเกิดความล่าช้าในช่วงที่ราคากลับตัวอย่างรวดเร็ว
---
**สรุป:**
การใช้ TD Sequential ร่วมกับ HMA ช่วยให้คุณสามารถมองเห็นจุดกลับตัวที่แม่นยำมากขึ้น โดย TD Sequential จะระบุจุดอิ่มตัวของแนวโน้ม ในขณะที่ HMA ช่วยให้คุณเข้าใจแนวโน้มในภาพรวม ทั้งนี้ควรใช้ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสมเสมอ!
ดัชนีดอลลาร์พุ่ง! (DXY) ลุ้นแตะ 110 ขณะ EUR/USD เสี่ยงดิ่งตลาดค่าเงินผันผวนหนัก EUR/USD ดิ่งจาก 1.12 เหลือ 1.0350 หลังเลือกตั้งสหรัฐฯ
ECB ลดดอกเบี้ย 4 ครั้งในปี 2024 เหลือ 3.15% ท่ามกลางเศรษฐกิจยูโรโซนที่โตต่ำและปัญหาการเมือง ขณะที่ USD แข็งค่าจาก "Trump Trade" และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ แม้ Fed ลดดอกเบี้ยแต่ยังคงจัดการเงินเฟ้อ สำหรับปี 2025 Fed คาดเศรษฐกิจสหรัฐฯ โต 2.1% ส่วน ECB คาดโต 1.1% ความต่างด้านนโยบายการเงินจะกำหนดทิศทาง EUR/USD ในปีหน้า
ดัชนีดอลลาร์ (DXY) ยังคงอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น โดยราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลา 3 เดือน ตัวชี้วัดบ่งชี้ว่าราคามีแนวโน้มแตะระดับ 109 และอาจทดสอบ 110 หากปัจจัยพื้นฐานของยูโรโซนแย่ลงต่อเนื่อง ขณะที่นโยบายของทรัมป์ยังคงกดดันคู่ค้า หากความเสี่ยงเหล่านี้เกิดขึ้นจริง อัตราแลกเปลี่ยน EUR/USD ที่ 1.0000 อาจเกิดขึ้นได้
26 ธ.ค.67 วิธีนับ TD COMBO ใน SET 120MIN
**TD Combo** มีความแตกต่างจาก TD Sequential (Original) อย่างชัดเจนในส่วนของการเริ่มต้น
**Countdown Phase** ซึ่งใน TD Combo **Countdown Phase เริ่มต้นพร้อมกับ Setup Phase**
เป็นการนับที่เกิดขึ้นควบคู่กันตั้งแต่เริ่มต้น Setup Phase ไม่เหมือน TD Sequential Original ที่ Countdown จะเริ่มหลังจาก Setup Phase จบลง (ครบ 9 แท่ง)
### การนับ TD Combo ที่ถูกต้อง
TD Combo ยังคงแบ่งออกเป็น 2 เฟส คือ **Setup Phase** และ **Countdown Phase** แต่ลักษณะและเงื่อนไขแตกต่างจาก TD Sequential Original ในหลายแง่ ดังนี้:
---
### 1. **Setup Phase (9 Setup)**
**กฎการนับ Setup Phase:**
1. ราคาปิดของแต่ละแท่งเทียนต้อง:
- **ต่ำกว่า** ราคาปิดของแท่งที่ 4 ก่อนหน้า (ในขาลง) หรือ
- **สูงกว่า** ราคาปิดของแท่งที่ 4 ก่อนหน้า (ในขาขึ้น)
2. การนับจะต้องเกิดต่อเนื่องจนถึง 9 แท่ง หากมีแท่งเทียนที่ไม่ตรงตามเงื่อนไข การนับจะเริ่มต้นใหม่
3. เมื่อครบ 9 Setup จะสร้าง **TDST Line** ซึ่งเป็นแนวรับ (สำหรับขาขึ้น) หรือแนวต้าน (สำหรับขาลง)
**จุดสำคัญของ Setup Phase ใน TD Combo:**
- Setup Phase ระบุแนวโน้มต่อเนื่องในระยะสั้นและเริ่มต้นการตรวจสอบว่าตลาดอาจเข้าสู่จุดกลับตัวหรือไม่
- ใน TD Combo **Countdown Phase เริ่มต้นตั้งแต่แท่งที่ 1 ของ Setup Phase**
---
### 2. **Countdown Phase (13 Countdown)**
**กฎการนับ Countdown Phase (ใน TD Combo):**
1. Countdown เริ่มต้นพร้อมกับ Setup Phase (ตั้งแต่แท่งแรกของ Setup)
2. ราคาปิดของแท่งที่ถูกนับใน Countdown ต้อง:
- **ต่ำกว่า** ราคาปิดของแท่งที่ 2 ก่อนหน้า (ในขาลง) หรือ
- **สูงกว่า** ราคาปิดของแท่งที่ 2 ก่อนหน้า (ในขาขึ้น)
3. แท่งที่ถูกนับใน Countdown **สามารถเป็นแท่งเดียวกันกับที่อยู่ใน Setup Phase ได้** (แตกต่างจาก TD Sequential Original)
4. การนับ Countdown จะต้องครบ 13 แท่ง โดยไม่จำเป็นต้องต่อเนื่อง หากเงื่อนไขกลับมาตรง สามารถนับต่อได้
5. การทำลาย TDST Line จะทำให้การนับ Countdown Phase เป็นโมฆะ
**เป้าหมายของ Countdown Phase ใน TD Combo:**
- ระบุจุดที่ตลาดเข้าสู่จุดอิ่มตัว (Exhaustion) ทั้งในขาขึ้นและขาลง
- การนับ 13 Countdown ที่เกิดพร้อม Setup Phase ทำให้ TD Combo มีความเข้มงวดและแม่นยำมากขึ้น
---
### ตัวอย่างการนับ TD Combo
#### กรณีขาลง (Downtrend):
- **Setup Phase**:
- นับ 9 แท่งเทียนที่ราคาปิดแต่ละแท่ง **ต่ำกว่า** ราคาปิดของแท่งที่ 4 ก่อนหน้า
- **Countdown Phase**:
- ในขณะที่ Setup กำลังดำเนินการ หากแท่งเทียนใดมีราคาปิด **ต่ำกว่า** ราคาปิดของแท่งที่ 2 ก่อนหน้า จะนับเป็น 1 Countdown
- นับจนกว่าจะครบ 13 Countdown โดยสามารถทับซ้อนกับ Setup ได้
#### กรณีขาขึ้น (Uptrend):
- **Setup Phase**:
- นับ 9 แท่งเทียนที่ราคาปิดแต่ละแท่ง **สูงกว่า** ราคาปิดของแท่งที่ 4 ก่อนหน้า
- **Countdown Phase**:
- ในขณะที่ Setup กำลังดำเนินการ หากแท่งเทียนใดมีราคาปิด **สูงกว่า** ราคาปิดของแท่งที่ 2 ก่อนหน้า จะนับเป็น 1 Countdown
- นับจนกว่าจะครบ 13 Countdown โดยสามารถทับซ้อนกับ Setup ได้
---
### ความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง TD Combo และ TD Sequential Original
**การเริ่มต้น Countdown** | เริ่มต้นหลัง Setup Phase (9 Setup) เสร็จ | เริ่มต้นพร้อมกับ Setup Phase
---
### สรุป
การนับ **TD Combo** มีลักษณะเฉพาะที่สำคัญคือ:
1. **Countdown Phase เริ่มต้นพร้อมกับ Setup Phase** ตั้งแต่แท่งแรก
2. แท่งที่ถูกนับใน Countdown Phase สามารถเป็นแท่งเดียวกับที่อยู่ใน Setup Phase ได้
3. Countdown Phase มุ่งเน้นการระบุจุดอิ่มตัว (Exhaustion) ด้วยเงื่อนไขที่แตกต่างจาก TD Sequential Original
January Effect จากสถิติ 14 ปี เกิดปรากฏการณ์นี้ในเซต 9 ปีJanuary Effect "จากสถิติย้อนหลัง 14 ปี พบว่าตลาดหุ้นไทยเกิดปรากฏการณ์นี้ใน 9 ปี"
หากใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคอลร่วมด้วย เมื่อดัชนีปิดในกรอบ 23.6-38.2 หรือ 1372.96-1434.69 โอกาสเกิด "January Effect" มีความเป็นไปได้ หากระบุเฉพาะเจาะจงละเอียดกว่านั้น KEY LEVEL คือ 1408.17 จะเป็นตำแหน่งยืนยัน Bull Run ต่อเนื่อง
หมายเหตุ 1408.17 คือ ดัชนีปิดสิ้นวันเมื่อ 10 เม.ย.2567 ดู กราฟประกอบด้านล่าง
ในช่วงปลายปี นักลงทุนมักให้ความสนใจกับปรากฏการณ์ "Santa Claus Rally" และ "January Effect" ซึ่งอาจส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทย
Santa Claus Rally
"Santa Claus Rally" หมายถึงการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนธันวาคมถึงต้นเดือนมกราคม ปัจจัยที่อาจส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์นี้ ได้แก่ การปรับพอร์ตการลงทุนเพื่อประโยชน์ทางภาษี การใช้โบนัสสิ้นปีในการลงทุน และสภาพคล่องที่ลดลงเนื่องจากนักลงทุนบางส่วนหยุดพักผ่อน
January Effect
"January Effect" เป็นทฤษฎีที่เชื่อว่าราคาหุ้นมักปรับตัวขึ้นในเดือนมกราคม สาเหตุอาจมาจากนักลงทุนขายหุ้นในเดือนธันวาคมเพื่อประโยชน์ทางภาษี แล้วกลับมาซื้อใหม่ในเดือนมกราคม จากสถิติย้อนหลัง 14 ปี พบว่าตลาดหุ้นไทยเกิดปรากฏการณ์นี้ใน 9 ปี
สถานการณ์ปัจจุบัน
ในปีนี้ ตลาดหุ้นไทยมีความผันผวนจากปัจจัยทั้งในและต่างประเทศ แม้ว่าจะมีโอกาสเกิด "Santa Claus Rally" และ "January Effect" แต่ไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะเกิดขึ้นเสมอไป นักลงทุนควรพิจารณาปัจจัยพื้นฐานของบริษัทและสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมก่อนตัดสินใจลงทุน
หากใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคอลร่วมด้วย เมื่อดัชนีปิดในกรอบ 23.6-38.2 หรือ 1372.96-1434.69 โอกาสเกิด "January Effect" มีความเป็นไปได้ หากระบุเฉพาะเจาะจงละเอียดกว่านั้น KEY LEVEL คือ 1408.17 จะเป็นตำแหน่งยืนยัน Bull Run ต่อเนื่อง
หมายเหตุ 1408.17 คือ ดัชนีปิดสิ้นวันเมื่อ 10 เม.ย.2567
ข้อควรระวัง
แม้ว่าปรากฏการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่ไม่ควรใช้เป็นเกณฑ์หลักในการตัดสินใจลงทุน ควรพิจารณาปัจจัยอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ผลประกอบการของบริษัท สถานการณ์เศรษฐกิจ และข่าวสารที่อาจส่งผลต่อตลาด
สรุปแล้ว แม้ว่าจะมีโอกาสที่ตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวขึ้นในช่วงปลายปีและต้นปีหน้า แต่การลงทุนควรพิจารณาปัจจัยหลายด้านและไม่ควรพึ่งพาปรากฏการณ์เหล่านี้เพียงอย่างเดียว ให้ใช้โซนราคาทางเทคนิคอลตามที่ระบุไว้ ในการตัดสินใจ
การฟื้นตัวของตลาดหุ้นไทยอยู่ในช่วง 20-23 ธันวาคม 2567 ต่อเนื่อง24/12/24 ทำไมถึงคาดการณ์ ช่วงเวลาการฟื้นตัวของตลาดหุ้นไทยได้ล่วงหน้า ในช่วง 20-23 ธันวาคม 2567 เป็นต้นไป
เราใช้หลักการจาก **Dynamic Trader** ของ Robert Miner
เป็นระบบการวิเคราะห์และการเทรดที่หาความสัมพันธ์ ของ **ราคา (Price), เวลา (Time), และรูปแบบ (Pattern)** ในตลาดการเงิน
เพื่อช่วยให้เทรดเดอร์สามารถคาดการณ์แนวโน้มและจุดกลับตัวของตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ รายละเอียดหลักมีดังนี้:
---
### **1. โซนการปรับตัวของราคา (Price Retracement Zones)**
- **หลักการสำคัญ:** การปรับฐาน (Corrections) ของราคา มักจะเกิดขึ้นในช่วงที่สามารถคาดการณ์ได้จาก **Fibonacci Retracement Levels**
- **ระดับที่สำคัญ:**
- **50% - 61.8% Retracement Zone:** โซนนี้คือเป้าหมายการปรับฐานที่พบบ่อยในตลาดที่มีแนวโน้ม (Trend) เช่น:
- ในแนวโน้มขาขึ้น ราคามักจะย่อลงมาประมาณ 50%-61.8% ของแนวโน้มก่อนหน้า ก่อนที่จะกลับตัวและขึ้นต่อ
- ในแนวโน้มขาลง ราคามักจะเด้งกลับขึ้นมาในช่วงเดียวกัน
- **ที่มา:** ระดับเหล่านี้มาจากตัวเลขสัดส่วนของ Fibonacci ซึ่งเป็นเครื่องมือที่นิยมมากในเทคนิคอล
- **การใช้งาน:**
- ใช้โซนนี้เพื่อระบุแนวรับ (Support) และแนวต้าน (Resistance)
- พิจารณาเข้าเทรดเมื่อราคามาถึงโซนนี้และมีสัญญาณยืนยัน
---
### **2. โซนการปรับตัวของเวลา (Time Retracement Zones)**
- **หลักการสำคัญ:** นอกจากราคาที่ปรับตัวแล้ว การปรับฐานของตลาดมักใช้ระยะเวลาในช่วงที่สามารถคาดการณ์ได้
- **ระดับที่สำคัญ:**
- **38.2% - 61.8% Time Retracement Zone:** หมายถึงระยะเวลาของการปรับฐานเมื่อเทียบกับระยะเวลาของแนวโน้มก่อนหน้า
- ตัวอย่าง: ถ้าแนวโน้มก่อนหน้ากินเวลา 10 วัน การปรับฐานอาจกินเวลาประมาณ 3.8 วัน (38.2%) ถึง 6.1 วัน (61.8%) ก่อนที่จะกลับตัว
- **การใช้งาน:**
- วิเคราะห์วงจรเวลา (Time Cycles) เพื่อคาดการณ์ว่าเมื่อไหร่การปรับฐานน่าจะสิ้นสุด
- ผสานการวิเคราะห์เวลานี้กับโซนราคาสำหรับจุดเข้าเทรดที่แม่นยำขึ้น
---
### **3. การผสมผสานระหว่างราคาและเวลา (Price-Time Confluence)**
- **หลักการสำคัญ:** โอกาสที่ดีที่สุดสำหรับการเทรดคือเมื่อ **ราคาและเวลา** เกิดการปรับตัวพร้อมกันในโซนเดียวกัน (**Price-Time Confluence**)
- **ตัวอย่าง:**
- หากราคาปรับฐานมาอยู่ที่ 50% และในขณะเดียวกันเวลาอยู่ในช่วง 38.2% ของแนวโน้มก่อนหน้า จะเป็นสัญญาณที่มีโอกาสสูงว่าการปรับฐานใกล้สิ้นสุดแล้ว
---
### **4. การวิเคราะห์รูปแบบ (Pattern Recognition)**
- **รูปแบบ ABC Correction:**
- Dynamic Trader มุ่งเน้นรูปแบบการปรับฐานที่เรียกว่า **ABC Correction** ซึ่งมาจากทฤษฎี Elliott Wave
- **โครงสร้าง:**
- **Wave A:** การเคลื่อนไหวแรกที่สวนทางกับแนวโน้มเดิม
- **Wave B:** การย้อนกลับบางส่วนของ Wave A
- **Wave C:** การเคลื่อนไหวต่อเนื่องในทิศทางเดียวกับ Wave A (มักจะยาวเท่ากับ Wave A)
- **การใช้งาน:**
- มองหาและเทรดเมื่อ Wave C สิ้นสุด โดยคาดว่าแนวโน้มหลักจะกลับมา
---
### **5. แนวทางปฏิบัติสำหรับการเทรด**
- **การปรับตัวไม่ได้เกิดขึ้นเสมอในทุกกรณี:**
- แม้ Fibonacci และโซนเวลาให้แนวทางที่ดี แต่การปรับฐานบางครั้งอาจไม่ตรงตามระดับเป๊ะ ๆ
- **ความยืดหยุ่น:**
- ใช้เครื่องมืออื่น ๆ เช่น สัญญาณจากกราฟแท่งเทียน (Candlestick Patterns) หรืออินดิเคเตอร์ เช่น RSI หรือ Moving Average เพื่อยืนยันการเทรด
- **การตัดสินใจ:**
- ใช้โซนราคาและเวลาเป็นกรอบการวิเคราะห์ แต่รอการยืนยันก่อนเข้าเทรดเสมอ
---
### **6. ซอฟต์แวร์และเครื่องมือ**
- Robert Miner มี **Dynamic Trader Software** ที่ช่วยอัตโนมัติในการ:
- คำนวณระดับ Fibonacci และโซนเวลา
- ระบุรูปแบบ ABC
- สร้างจุดเข้า-ออกสำหรับการเทรดตามการวิเคราะห์เหล่านี้
เราสามารถประยุกต์ใช้ บน MT5 และ TradingView ได้ในปัจจุบัน แต่อาจมีความคลาดเคลื่อนเล็กน้อย
---
### **สรุป**
Dynamic Trader ของ Robert Miner เป็นระบบที่ช่วยเทรดเดอร์สร้างกลยุทธ์อย่างมีแบบแผน โดยเน้นการผสมผสานของ **ราคา, เวลา, และรูปแบบ** เพื่อหาจุดที่เหมาะสมในการเข้าและออกจากตลาด
สำหรับในภาพนี้ เป็นเหตการณ์จริง ที่กำลังเกิดขึ้นกับตลาดหุ้นไทยใน SET50 มีคำอธิบายดังนี้
จากภาพกราฟ SET50 ที่แสดงให้เห็น Fibonacci Retracement และช่วงเวลาคาดการณ์ เราสามารถสรุปหลักการของ **Dynamic Trader** ตามข้อมูลดังนี้:
1. **โซนการปรับตัวของราคา (Price Retracement Zone):**
- ราคาปรับฐานลงมาอยู่ในโซน **50% - 61.8% Fibonacci Retracement** (ช่วง 881.20 - 861.24) ซึ่งเป็นโซนที่มีโอกาสสูงที่การปรับฐานจะสิ้นสุด
- หากราคามีสัญญาณกลับตัวในโซนนี้ อาจเป็นจุดที่เหมาะสมสำหรับการเข้าเทรดในทิศทางแนวโน้มเดิม (ขาขึ้น)
2. **โซนการปรับตัวของเวลา (Time Retracement Zone):**
- ช่วงเวลาที่คาดว่าการปรับฐานจะสิ้นสุดอยู่ระหว่างวันที่ **23 ธันวาคม 2024 - 8 มกราคม 2025**
- การวิเคราะห์เวลาช่วยเสริมความมั่นใจในการคาดการณ์จุดกลับตัวของราคา
3. **การผสมผสานระหว่างราคาและเวลา (Price-Time Confluence):**
- หากราคาสิ้นสุดการปรับฐานในโซน Fibonacci Retracement พร้อมกับตรงช่วงเวลาที่คาดการณ์ (Price-Time Confluence) จะเพิ่มโอกาสที่การกลับตัวจะเกิดขึ้นจริง
### **ข้อเสนอแนะ:**
- รอดูการยืนยันด้วยสัญญาณทางเทคนิค เช่น แท่งเทียนกลับตัว (Reversal Candlestick) หรือ TD BUY SETUP#9 เพื่อเพิ่มความมั่นใจก่อนเข้าเทรด
หลักการนี้ช่วยให้คุณใช้โซนราคาและเวลาในการวางแผนการเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพ!
23-27 ธันวามคม 2567 ไม่ใช่ช่วงเวลาแพนิค มองหาโอกาสในตลาดหุ้นไทย23-27 ธันวามคม 2567 ไม่ใช่ช่วงเวลาแพนิค ควรมองหาโอกาสในตลาดหุ้นไทย
### การวิเคราะห์กราฟทางเทคนิคแบบมืออาชีพ (Elliott Wave และ Fibonacci Analysis)
จากภาพที่แสดง คือ SET50 แสดงการนับคลื่น **Elliott Wave** ซึ่งอยู่ในโครงสร้างของ Impulse Wave (5 คลื่น) โดยระบุว่า:
- **W1**: คลื่นขาขึ้นแรกที่เริ่มต้นแนวโน้มใหญ่
- **W2**: การพักตัว (Correction) แรก
- **W3**: คลื่นที่ยาวที่สุดและแข็งแรงที่สุด
- **W4**: กำลังอยู่ระหว่างการปรับฐาน
---
### การประเมินตำแหน่งของ W4
**คลื่นที่ 4 (W4)** มักมีลักษณะดังนี้:
1. **โครงสร้าง Correction**:
- รูปแบบ W4 มักเป็น **Flat, Zigzag หรือ Triangle** ขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวของตลาด
- การพักตัวจะไม่ลงต่ำกว่าโซน **Wave 1** (หากเป็น Impulse Wave ตามทฤษฎี Elliott)
2. **Fibonacci Retracement**:
- ระดับราคาสำคัญที่มักใช้ในการคาดการณ์จุดจบของ W4 คือ:
- **38.2% Fibonacci Retracement**: (901.16) - เป็นเป้าหมายตื้น
- **50% Fibonacci Retracement**: (881.20) - เป็นเป้าหมายกลาง
- **61.8% Fibonacci Retracement**: (861.24) - เป็นเป้าหมายลึก
- โครงสร้าง W4 มีโอกาสลงมาทดสอบ **50%-61.8% Retracement** ก่อนกลับตัวเป็น W5
3. **Fibonacci Time Zone**:
- ช่วงเวลาในภาพแสดงให้เห็นว่า W4 อาจจบใกล้จุด **Fibonacci Time Zone 0.5-0.618** ซึ่งสอดคล้องกับวันที่:
- ช่วงปลาย **ธันวาคม 2024** ถึงต้น **มกราคม 2025**
4. **Awesome Oscillator (AO)**:
- AO แสดงลักษณะการชะลอตัวของแรงขาย (Histogram ลดความยาวลงในแดนลบ)
- บ่งชี้ว่าคลื่น W4 กำลังเข้าสู่จุดใกล้เคียงกับการจบ Correction
---
### การคาดการณ์กรอบราคาและเวลา
จากการวิเคราะห์:
1. **กรอบราคา**:
- เป้าหมายการจบ W4 อยู่ในโซน **861-883**:
- **ระดับ 50% (881.20)**: เป็นแนวที่น่าสังเกตมากที่สุด เพราะใกล้กับระดับ Pivot สำคัญ
- **ระดับ 61.8% (861.24)**: หากตลาดมีแรงขายต่อเนื่องในระยะสั้น
2. **ช่วงเวลา**:
- คลื่น W4 มีโอกาสจบในช่วง **20 ธันวาคม 2024 - 6 มกราคม 2025**
- ช่วงนี้สอดคล้องกับ Fibonacci Time Zone (0.5-0.618) และลักษณะการชะลอตัวของ Momentum
---
### สัญญาณยืนยันการจบ W4
ควรติดตามปัจจัยต่อไปนี้เพื่อยืนยันว่าคลื่น W4 จบ:
1. **รูปแบบราคา (Price Action)**:
- สัญญาณกลับตัว เช่น Pin Bar, Engulfing บริเวณ 861-883
2. **Breakout ของแนวต้านย่อย**:
- เมื่อราคาเริ่มยืนเหนือแนวต้านที่ **901.16**
3. **Awesome Oscillator**:
- Histogram ใน AO เปลี่ยนจากลบเป็นบวก
---
### สรุป
1. W4 คาดว่าจะจบในกรอบราคา **861-883**
2. ช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับจุดกลับตัวคือ **ปลายธันวาคม 2024 ถึงต้นมกราคม 2025**
3. การกลับตัวสู่ W5 จะยืนยันได้เมื่อราคายืนเหนือ 901.16 และ AO เริ่มเปลี่ยน Momentum
แนะนำติดตามใกล้ชิดที่ระดับ Fibonacci 50%-61.8% เพื่อหาจังหวะเข้าเทรดในคลื่น W5!
................
### **แผนการเทรดสำหรับการจบ W4 และเตรียมตัวเข้าสู่ W5**
#### **1. ประเมินแนวรับสำคัญ (จุดที่ W4 อาจจบ)**
จากการวิเคราะห์:
- **แนวรับหลัก**:
- **881.20 (50% Fibonacci)**: มีโอกาสสูงที่ราคาจะดีดตัวกลับ
- **861.24 (61.8% Fibonacci)**: แนวรับถัดไป หากแรงขายยังคงกดดัน
- **โซนการจบ Correction ของ W4**: ระหว่าง **861-883**
---
#### **2. การตั้งแผนเทรด**
##### **A. แผนสำหรับการซื้อ (Buy Plan)**
1. **เข้าซื้อ (Buy)**:
- รอให้ราคายืนยันกลับตัวในโซน **861-883**
- มองหาสัญญาณกลับตัว เช่น:
- แท่งเทียนกลับตัว (Pin Bar, Bullish Engulfing)
- Breakout ของแนวต้านระยะสั้น (บริเวณ 890)
2. **จุด Cut Loss**:
- ตั้ง Stop Loss ใต้แนว **860** (ต่ำกว่า 61.8% Fibonacci)
3. **เป้าหมายกำไร (Take Profit)**:
- เป้าหมายแรก: **925** (23.6% Fibonacci Retracement ของ W3)
- เป้าหมายถัดไป: **965-975** (จุดสูงสุดของ W3)
##### **B. แผนสำหรับรอการยืนยัน**
- หากราคาไม่ดีดตัวทันทีที่ 50%-61.8%:
- รอราคายืนเหนือ **901** (38.2% Fibonacci) เพื่อคอนเฟิร์มการกลับตัว
- เข้าซื้อเมื่อเห็น Volume เพิ่มขึ้น และมีสัญญาณ Breakout ชัดเจน
---
#### **3. การจับตาเวลา**
- ติดตามใกล้ชิดในช่วง **20 ธันวาคม 2024 - 6 มกราคม 2025**:
- ช่วงนี้คาดว่าเป็นจุดสิ้นสุดของ W4 ตาม Fibonacci Time Zone
- ใช้กรอบเวลารายวัน (Daily) ในการยืนยันสัญญาณกลับตัว
---
#### **4. สัญญาณสนับสนุน (Confirmations)**
- **Awesome Oscillator (AO)**:
- หาก Histogram เปลี่ยนจากแดง (ลบ) เป็นเขียว (บวก) เป็นสัญญาณสำคัญ
- **Volume**:
- ดูการเพิ่มขึ้นของ Volume เมื่อราคาดีดตัว
- **Breakout**:
- การทะลุแนวต้านที่ **890-901** จะเพิ่มความมั่นใจในการเข้าซื้อ
---
### **สรุปแผนการเทรด (Key Points)**
1. รอเข้าซื้อในโซน **861-883** พร้อมสัญญาณกลับตัว
2. ตั้ง Stop Loss ใต้ **860**
3. เป้าหมายกำไรระยะสั้น **925** และระยะยาว **965-975**
4. เน้นดูสัญญาณกลับตัวทั้ง Price Action, AO, และ Volume
5. ช่วงเวลาเหมาะสม: **ปลาย ธ.ค. 2024 ถึงต้น ม.ค. 2025**
**แนะนำให้ติดตามกราฟอย่างใกล้ชิด และอย่าลืมจัดการความเสี่ยงอย่างเหมาะสม!**
Day Trading Strategy กลยุทธ์การเทรดรายวันมีอะไรบ้างนะ?Day Trading Strategy
กลยุทธ์การเทรดรายวันมีอะไรบ้างนะ?
👽👽 กลับมาพบเจออกันอีกแล้ว กับเทคนิคการทำกำไร ทริคดีๆทริคเด็ดๆ ที่แอดเอามาฝากกันเช่นเคย บทความนี้เอาใจสายเทรดที่ชอบเก็บกำไรทุกวันครับ มาครับมา ใครชื่นชอบหรือเสพติดการเทรดแบบรายวันต้องอ่านแล้วน๊า
การเทรดรายวัน (Day Trading) คือการซื้อและขายสินค้าหรือสินทรัพย์ทางการเงินให้จบภายในวันเดียวกัน โดยมีจุดมุ่งหมายในการทำกำไรจากความผันผวนของราคาในตลาด โดยการเปิดและปิดจบในวันเดียว ไม่มีแช่ หรือข้ามวันนั่นเอง
กลยุทธ์ Day Trading มีอะไรบ้าง
1. การเทรดแบบ Scalping
กลยุทธ์นี้ใช้กรอบเวลาตั้งแต่ 1นาทีขึ้นไป จนถึง 30 นาที ทำกำไรได้น้อย แต่บ่อยครั้ง
2. กลยุทธ์ Range trading
กลยุทธ์นี้ส่วนใหญ่จะใช้ระดับแนวรับและแนวต้านเป็นหลัก เพื่อกำหนดจุดในการเข้า หรือเรียกว่า Swing Trading โดยจะเข้าทำกำไรและถือนานเป็นชั่วโมงหรือเป็นวัน แต่ไม่ข้ามวัน
3. กลยุทธ์ News-based trading
กลยุทธ์นี้จะทำการซื้อขายจากความผันผวน เหตุการณ์ข่าวและพาดหัวข่าว เพราะกราฟค่อนข้างวิ่งเร็วและแรง ส่วนใหญ่นิยมเทรดหลังจากข่าวออกตั้งแต่วินาทีแรก จนถึง15 นาที แรก และ เทรดอีกครั้ง หลังข่าวออกไปแล้วอีก 15 นาที เรียกว่าเก็บรอบกำไรได้หลายทางแล้วแต่ความถนัดและความชำนาญ
4. กลยุทธ์ Reversal
กลยุทธ์นี้จะทำการซื้อขายจากการกลับตัวของเทรนในระยะสั้นและระยะยาวได้หมด ขึ้นอยู่กับแพทเทรินก่อนหน้าที่เป็นตัวบอกเทรนด์
เทคนิคการเทรดรายวัน
1. การวิเคราะห์เทคนิค (Technical Analysis) พวกกราฟแท่งเทียนเป็นต้น
2. การวิเคราะห์ข่าวสารและเหตุการณ์ (Fundamental Analysis) อ่านข่าวให้เยอะเข้าไว้
3. การใช้เครื่องมือวิเคราะห์ (Indicators) สำคัญมากเลือกให้ตรงกับใจเราคือใช้แล้วชอบใช้แล้วดีนั่นเอง
4. การกำหนดเป้าหมายและวางแผนการเทรด เราจะได้เทรดตามแผนเป้าหมายได้ง่ายขึ้น
5. การควบคุมการเสี่ยง ตัวนี้สำคัญ รู้แพ้ รู้ชนะ ยังไงเราก็กำไรฮะ
👽👽👽เป็นอย่างไรกันบ้างครับ ได้ทริคดีๆในการทำกำไรเพิ่มกันแล้วใช่มั้ยครับ อย่าลืมเอาไปลองใช้กันดูนะฮะ ไม่แน่ว่าอาจจะกลายเป็นเทคนิคการทำกำไรที่ดีของเราเลยก็ว่าได้ แอดหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้เราอ่านกราฟได้ดี อ่านกราฟได้เก่งมากขึ้นนะครับ จำไว้เสมอว่ากราฟมีขึ้นแล้วก็มีลง ไม่ต้องไปเครียดกะมันหมั่น ฝึกฝนและเพิ่มเติมความรู้อย่างสม่ำเสมอ รับรอง เทรดยังไงก็รอดครับ และที่สำคัญอย่าลืม MM กันด้วยนะครับ วางแผนดีมีชัยไปกว่าครึ่งแน่นอนครับ แอดเอาใจช่วยสู้ๆ
Dec 20, 2024. SETSET : กับมามองตลาดภาพรวม ตลาดอดีตที่ผ่านมา คิด วิเคราะห์ แยกแยะ และ ตอบสนองอย่างไรลองคิดนะ
วันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2518(1975) กำเนิด ตลาดหลักทรัพย์แห่ง ประเทศไทย The Securities Exchange of Thailand
วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2534 (1991)เปลี่ยนเป็น The Stock Exchange of Thailand (SET)
ปี 2522 (1979) วิกฤตการณ์ราคาน้ำมัน การขาดดุล ดัชนีเหลือ 106 จุด ปลายปี 2524(1981)
ปี 2526-2528 (1983-1985) วิกฤติทรัสต์ล้ม ปี 2528(1985) ดัชนีอยู่ที่ 134 จุด
ปี 2530 (1987) เหตุการณ์ Black Monday 11 ธ.ค. 2530(1987) ดัชนีอยู่ที่ 243จุด
ปี 2533 (1990) สงครามอ่าวเปอร์เซีย 30 พ.ย. 2533(1990) ดัชนีอยู่ที่ 544 จุด
ปี 2535 (1992) เหตุการณ์ พฤษภาทมิฬ ดัชนีอยู่ที่ 667 จุด
ปี 2540 (1997) ประกาศ ลอยตัวค่าเงินบาท มิ.ย. 2540 (1997) ดัชนีต่ำสุดที่ระดับ 457 จุด
ปี 2544 (2001) เหตุการณ์ วินาศกรรมสหรัฐ 911 ดัชนีลงมาที่ 266 จุด
ปี 2549 (2006) มาตรการแบงค์ชาติ ปิดตลาดที่ 622 จุด ลดลง 108 จุด
ปี 2551 (2008) วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ เลแมน บราเดอร์สยังล้ม 26 พ.ย. แตะที่ 380 จุด
เกิดหนักๆ ระยะห่างประมาณ 10 ปี
ปี 2557 (2014) คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ(คสช) รัฐประหาร
ปี 2558 (2015) วิกฤตตลาดหุ้นจีน
ปี 2559-2561(2016-2018)
ปี 2562(2019) สงครามการค้า จีน-สหรัฐ
ปี 2562-2563 (2019-2020) วิกฤต COVID 19, 13 มี.ค.2563 (2020) ดัชนีอยู่ที่ 968.29 จุด
สิ่งสำคือรักษาเงินทุนของคุณเอาไว้ก่อนเสมอ มองหาโอกาสที่เกิดขึ้นในวิกฤต หาความรู้เพิ่มเติมเสมอ อย่าเอามือไปรีบมีดที่กำลังหล่นร่วงลงพื้น หาเหตุผลในการ ลงทุน ร่วมทุน หรือ เก็งกำไรในบริษัทที่กำลังสนใจ margin of safety ของคุณคือตรงไหน ตัดขาดทุนเท่าไร ถัวเฉลี่ย อย่างไร ทุกอย่างถ้ายังตอบตัวเองไม่ได้ กำเงินไว้ก่อนไม่ต้องรีบ
เฟดลดดอกเบี้ยหนุนดอลลาร์แข็ง เป้า DXY 110เฟดลดดอกเบี้ย 0.25% สู่ 4.50%-4.75% แต่ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยในปี 2025 เพียง 2 ครั้ง จากเดิม 4 ครั้ง สะท้อนความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่ยังสูง คาดการณ์ PCE ปี 2025 ปรับเพิ่มเป็น 2.5% พร้อมแรงหนุนจากตลาดแรงงานแข็งแกร่ง
แนวโน้มดอลลาร์ยังคงแข็งแกร่งในระยะกลาง โดยนักลงทุนจับตาเป้าหมายดัชนี DXY ที่ 110 ท่ามกลางความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและสภาพเศรษฐกิจที่ยังไม่แน่นอน
แผนการเทรดตลาดหุ้นไทย (20 ธ.ค. 2567 - 6 ม.ค. 2568) โพสต์ 09:09แผนการเทรดตลาดหุ้นไทย (20 ธ.ค. 2567 - 6 ม.ค. 2568) โพสต์เวลา 09:09
1. การวิเคราะห์โซนเวลา (สำคัญ)
20 ธ.ค. 2567 ช่วงเวลาที่ราคาอาจเกิดการกลับตัวในแนวโน้ม เนื่องจากตรงกับ Fibonacci Time (1.272)
6 ม.ค. 2568 ช่วงเวลาที่ราคามีโอกาสตัดสินทิศทาง (Fibonacci Time 1.618)
กลยุทธ์ จับตาดูการเคลื่อนไหวของราคาในช่วงเวลานี้ หากราคาทะลุแนวต้านหรือหลุดแนวรับสำคัญ ให้ปรับแผนทันที
---
2. การวิเคราะห์โซนราคา
แนวรับสำคัญ
1,369-1,385 (Fibonacci 88.6% - 78.6%) โดยมี 1374.33 เป็น low ของวันก่อนหน้า 19 ธ.ค.67
1,360 (จุดยอมแพ้): หากหลุด แนวโน้มขาลงจะชัดเจน
แนวต้านสำคัญ
ระยะสั้น 1,411 (Fibonacci 61.8%) ทดสอบความแข็งแกร่งของขาขึ้น
ระยะกลาง 1,447-1,450 โซน Supply ที่อาจเกิดแรงขาย
---
3. แผนการเทรด
1. โซนเข้าซื้อ (Long Entry)
- พิจารณาเปิดสถานะ Long ที่ระดับ 1,369-1,374 หากมีสัญญาณกลับตัว (เช่น Bullish Candlestick) TD BUY SETUP8/9
- Stop Loss ตั้งไว้ที่ ต่ำกว่า 1,360
2. โซนขาย (Short Entry) ทำเมื่อดัชนี ดีดตัวขึ้นมาแล้วหมดแรง
- พิจารณาเปิดสถานะ Short หากราคาดีดขึ้นมาถึง 1,411 หรือ 1,447-1,450แต่ไม่สามารถทะลุผ่าน
3. เป้าหมายทำกำไร (Take Profit) กรณีเข้าซื้อ ในกรอบ 1369-1374 แล้ว ดัชนีดีดตัวขึ้นมา
- เป้าหมายแรก 1,411 (ระดับ 61.8%)
- เป้าหมายถัดไป1,447 (Supply Zone)
---
4. การจัดการความเสี่ยง:**
- ใช้ Risk-to-Reward Ratio อย่างน้อย **1:2**
- หากราคาไม่เคลื่อนไหวตามแผน ให้รีบตัดขาดทุน
---
สรุปสั้น ๆ:
**เข้าซื้อ:** 1,369-1,374
**ตัดขาดทุน:** <1,360
หากเป็นไปตามแผน
**เป้าหมายกำไร:** 1,411 และ 1,447 หรือ ถือสถานะต่อเนื่องในแนวโน้มระยะยาวหากยัง Bullish ต่อเนื่อง
SET หลุด 1400 ดาวโจนส์ -1000 กว่าจุด ตลาดหุ้นไทย ยังไงดี?SET หลุด 1400 ดาวโจนส์ -1000 กว่าจุด ตลาดหุ้นไทย ยังไงดี?
ในกราฟที่แสดง มีข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis) รวมถึงแนวโน้มราคา, โครงสร้างตลาด, และการใช้งาน Fibonacci Retracement และ Time Ratio ที่ช่วยคาดการณ์จุดกลับตัวในอนาคต ต่อไปนี้คือการวิเคราะห์กราฟโดยละเอียด:
---
### 1. **โครงสร้างตลาด (Market Structure)**:
- กราฟนี้แสดงโครงสร้างราคาที่มีการเคลื่อนไหวแบบ **Higher High (H), Lower Low (L)** และ **Retest จุดเดิม (R)** โดยสามารถแบ่งได้ดังนี้:
- ช่วงที่ตลาดปรับตัวขึ้น: กราฟสร้าง **Higher High (H)** โดยเป็นจุดสูงสุดใหม่
- ช่วงที่ตลาดปรับตัวลง: มีการทะลุแนวรับ (Break of Structure หรือ BOS) และเข้าสู่ช่วงแนวโน้มขาลง
- ช่วง **Retest**: ราคากลับมาทดสอบระดับแนวต้านที่เดิม (บริเวณสีแดง)
---
### 2. **Fibonacci Retracement**:
กราฟนี้แสดงระดับ Fibonacci Retracement ซึ่งช่วยระบุโซนแนวรับ/แนวต้านที่สำคัญ โดยระดับที่เด่นชัดคือ:
- **61.8% (1,411.21):** เป็นโซนที่ราคามักจะเด้งหรือกลับตัว (Good Probability)
- **78.6% (1,385.22):** เป็นโซนแนวรับที่แข็งแกร่ง (Very Good Probability)
- **88.6% (1,369.75):** เป็นโซนสุดท้ายที่มักจะใช้เป็นจุดตัดสินใจ ถ้าราคาทะลุโซนนี้ ตลาดอาจเข้าสู่แนวโน้มขาลงที่ชัดเจน
---
### 3. **Break of Structure (BOS)**:
- จุด BOS (Break of Structure) เป็นบริเวณที่ราคา **ทะลุแนวรับสำคัญ** และบ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงของแนวโน้มจากขาขึ้นเป็นขาลง
- การเกิด BOS ในกราฟนี้ยืนยันว่าแนวโน้มขาลงกำลังแข็งแรง
---
### 4. **Time Ratio และวันที่สำคัญ (Fibonacci Time Zone)**:
- วันที่ **20/12/2024** ถูกระบุไว้ในกราฟ ซึ่งอาจเป็นการคาดการณ์จุดกลับตัวสำคัญ โดยสัมพันธ์กับ Fibonacci Time Ratio (0.618, 1.0, 1.618)
- วันที่นี้ถูกใช้เพื่อคาดการณ์ว่าตลาดอาจเริ่มมีการกลับตัวในแนวโน้ม หรือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ
---
### 5. **โซนสภาพคล่อง (Liquidity Zone)**:
- บริเวณสีแดง: เป็นโซนแนวต้านที่ราคาทดสอบซ้ำ (Retest) และเป็นพื้นที่ที่นักลงทุนอาจมองหาการขาย (Sell Area)
- บริเวณสีเขียว: เป็นโซนแนวรับ (Demand Zone) ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่ราคาจะเด้งกลับเมื่อมาถึง
---
### 6. **จุดสำคัญในกราฟ (Key Levels)**:
- **แนวต้าน (Resistance):**
- บริเวณที่ราคามีการ Retest และไม่สามารถทะลุขึ้นไปได้ เป็นแนวต้านสำคัญที่บ่งบอกถึงความแข็งแรงของแรงขาย
- **แนวรับ (Support):**
- ระดับ Fibonacci (61.8%, 78.6%, 88.6%) เป็นแนวรับสำคัญที่ราคามักจะมีปฏิกิริยาเมื่อมาถึง
- **ระดับราคาเป้าหมาย (Target Levels):**
- ถ้าราคาทะลุระดับ 1,369.75 (88.6%) ตลาดอาจปรับตัวลงต่อ โดยเป้าหมายถัดไปอาจอยู่ในช่วง 1,344
---
### 7. **การวิเคราะห์การกลับตัว (Reversal Analysis):**
- หากราคาสามารถยืนเหนือระดับ **61.8% (1,411.21)** ได้ อาจมีโอกาสที่แนวโน้มจะกลับมาเป็นขาขึ้นในระยะสั้น
- ถ้าราคาลงไปที่ **78.6% (1,385.22)** หรือ **88.6% (1,369.75)** แต่มีแรงซื้อกลับมา อาจเกิดการเด้งกลับในแนวโน้มขาลง
---
### 8. **กลยุทธ์การเทรด (Trading Strategy)**:
- **สำหรับฝั่งขาย (Short):**
- มองหาการเปิดสถานะขายเมื่อราคาขึ้นไปทดสอบบริเวณแนวต้าน (บริเวณสีแดง) หรือระดับ 61.8%
- **สำหรับฝั่งซื้อ (Long):**
- มองหาการเปิดสถานะซื้อเมื่อราคาลงมาที่ระดับ 78.6% หรือ 88.6% และแสดงสัญญาณการกลับตัว
- **เป้าหมาย (Targets):**
- สำหรับฝั่งซื้อ: เน้นเป้าหมายระยะสั้นในกรอบ Fibonacci Retracement
- สำหรับฝั่งขาย: เป้าหมายที่ระดับ 1,344 หรือต่ำกว่า หากแนวรับถูกทะลุ
---
### สรุป:
กราฟนี้มีการใช้งาน Fibonacci Retracement, Time Ratio และการวิเคราะห์โครงสร้างตลาดอย่างชัดเจนเพื่อคาดการณ์แนวโน้มราคาในอนาคต จุดสำคัญที่ต้องจับตามองคือ:
1. การเคลื่อนไหวของราคาในระดับ Fibonacci 61.8%, 78.6%, และ 88.6%
2. การ Retest ในโซนแนวต้าน
3. วันที่ 20/12/2024 ซึ่งอาจเป็นจุดเปลี่ยนแปลงสำคัญ
การวางกลยุทธ์ควรพิจารณาแนวรับ/แนวต้านที่สำคัญ และรอคอยการยืนยันจากพฤติกรรมราคาก่อนตัดสินใจเทรด
โอกาสลงจบและเข้าซื้อเกิดที่โซนราคาใด และ เมื่อไหร่
จากการวิเคราะห์ข้อมูลในกราฟ โอกาสเข้าสู่ **โซนซื้อ (Buy Zone)** ขึ้นอยู่กับจุดที่ราคาเคลื่อนที่ถึงแนวรับสำคัญ หรือแสดงสัญญาณกลับตัวในระดับ Fibonacci Retracement ที่สำคัญ รวมถึงโซนแนวรับเชิงโครงสร้างในตลาด (**Demand Zone**) ต่อไปนี้คือรายละเอียด:
---
### **1. ราคาเป้าหมายสำหรับโซนซื้อ**
#### ระดับ Fibonacci Retracement:
1. **78.6% (1,385.22):**
- เป็นโซนแรกที่มีโอกาสเห็นแรงซื้อกลับตัว เพราะระดับนี้มักเป็นแนวรับที่แข็งแกร่งในตลาดขาลง
- หากราคาลงมาทดสอบที่บริเวณนี้พร้อมด้วยสัญญาณกลับตัว เช่น แท่งเทียนกลับทิศ (Bullish Candlestick) หรือวอลุ่มเพิ่มขึ้น อาจเปิดสถานะซื้อได้
- **กลยุทธ์:** รอคอนเฟิร์มด้วย Price Action หรือ Bullish Divergence จากเครื่องมือ Indicator เช่น RSI
2. **88.6% (1,369.75):**
- หากระดับ 78.6% ไม่สามารถรองรับแรงขายได้ ราคาจะเคลื่อนที่ลงมายังโซนนี้ ซึ่งเป็นโซนสุดท้ายที่มีแนวโน้มจะเกิดการกลับตัว
- **กลยุทธ์:** พิจารณาเปิดสถานะซื้อในโซนนี้พร้อมตั้งจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) ใต้โซนเล็กน้อย เช่น 1,360
#### โซนแนวรับเชิงโครงสร้าง (Demand Zone):
- บริเวณ **1,380 - 1,370** (พื้นที่สีเขียว):
- โซนนี้เป็นแนวรับเชิงโครงสร้างที่มีความน่าสนใจ เนื่องจากเป็นจุดที่เคยเกิดแรงซื้อในอดีต
- สัญญาณการกลับตัวในบริเวณนี้จะเพิ่มความมั่นใจให้การเปิดสถานะซื้อ
---
### **2. เวลาเป้าหมาย**
#### Fibonacci Time Ratio:
- วันที่ระบุในกราฟคือ **20/12/2024**:
- วันที่นี้สัมพันธ์กับ Fibonacci Time Ratio ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีโอกาสเกิดจุดกลับตัวสำคัญ
- หากราคายังอยู่ในแนวโน้มขาลง ณ เวลานี้ หรือเคลื่อนที่ลงมายังระดับ Fibonacci Retracement ที่ระบุไว้ (78.6% หรือ 88.6%) อาจเป็นจุดที่เหมาะสมสำหรับการเข้าสู่สถานะซื้อ
#### แนวโน้มโดยรวม:
- หากราคาปรับตัวลงต่อเนื่องในช่วงก่อนวันที่ 20/12/2024 และเริ่มแสดงสัญญาณกลับตัวในช่วงใกล้วันดังกล่าว อาจถือเป็นจุดเข้าซื้อที่เหมาะสมที่สุด
---
### **3. สัญญาณยืนยันสำหรับเปิดสถานะซื้อ**
- **รูปแบบแท่งเทียน (Candlestick Patterns):**
- แท่งเทียนกลับตัว เช่น **Bullish Engulfing**, **Hammer**, หรือ **Morning Star** ในระดับแนวรับ
- **วอลุ่ม (Volume):**
- ดูวอลุ่มเพิ่มขึ้นในช่วงแนวรับ หากมีแรงซื้อที่ชัดเจน
- **Divergence กับ Indicators:**
- ใช้ RSI หรือ MACD เพื่อดู **Bullish Divergence** (ราคาไปต่ำกว่า แต่ Indicator ไม่ต่ำกว่า)
---
### **สรุปโอกาสเข้าสู่โซนซื้อ**
- **ระดับราคาเป้าหมาย:**
- โซนแรก: 1,385 (78.6% Fibonacci Retracement)
- โซนสุดท้าย: 1,370 (88.6% Fibonacci Retracement)
- **เวลาเป้าหมาย:**
- ประมาณวันที่ **20/12/2024** หรือก่อนหน้านี้ หากราคาเคลื่อนที่เข้าสู่โซนซื้อในแนวรับที่สำคัญ
- **สัญญาณยืนยัน:**
- ใช้ Price Action, Volume, หรือ Indicators เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการเปิดสถานะซื้อ
---
การตัดสินใจเข้าซื้อควรพิจารณาร่วมกับการตั้ง **จุดตัดขาดทุน (Stop Loss)** และ **จุดทำกำไร (Take Profit)** เพื่อบริหารความเสี่ยงในการเทรดอย่างเหมาะสม.
(Trade ตาม Trend) NASDAQ 100 Swing BuyTrade ตามเทรนด์
NASDAQ 100 Swing Buy
ราคาเป็น Up Trend แข็งแรง
ใช้ EMA และแนวสำคัญ เป็นจุดรับย่อซื้อ
ราคาได้เทสกึ่งกลางของ Fair Value Gap ไปแล้ว 1 ครั้ง
ซึ่งอยู่บริเวณ EMA21 หากราคาย่อเข้าโซน 1 และ 2 จะเป็นจุดรับ BUY (22000-21900)
และถ้าหากหลุดไปจนถึง FVG ตรงนี้ควรจะรอการกลับตัวก่อน และไม่ควรหลุด Low ล่าสุด (21900)
หากหลุดลงไปจะเป็นจุด Stop Loss
ราคาเป็น All Time High ไม่มีแนวต้าน
ใช้ Fibonacci เป็นจุดล็อคกำไรที่
161.8 (22300)
SET ยังไม่แย่ ให้กรอบพักตัว 61.8%-78.6%-88.6% อยู่กับปัจจุบันกรอบพักตัว SET
- **61.80%** ที่ **1,411.21**
- **78.60%** ที่ **1,385.22**
- **88.60%** ที่ **1,369.75**
**Fibonacci Levels และที่มาของระดับ 61.8%, 78.6%, และ 88.6%**
Fibonacci retracement levels เป็นเครื่องมือทางเทคนิคที่ใช้ในการวิเคราะห์ตลาดการเงิน โดยมีพื้นฐานมาจากตัวเลข Fibonacci sequence ที่คิดค้นโดย Leonardo Fibonacci นักคณิตศาสตร์ชาวอิตาลีในศตวรรษที่ 13 ตัวเลขในลำดับ Fibonacci มีคุณสมบัติพิเศษ เช่น อัตราส่วนที่ปรากฏในธรรมชาติและการเงิน ซึ่งเป็นที่มาของอัตราส่วนหรือระดับที่ใช้ในเครื่องมือนี้
**1. ระดับ 61.8%**
อัตราส่วน **61.8%** (หรือ 0.618) เป็นที่รู้จักในชื่อ **"Golden Ratio"** หรือ "สัดส่วนทองคำ" (Phi, Φ) ซึ่งได้มาจากการหารตัวเลขในลำดับ Fibonacci ตัวใด ๆ ด้วยตัวเลขถัดไป เช่น:
- \( 34 \div 55 = 0.618 \)
หรือจากการหารตัวเลขใด ๆ ด้วยตัวเลขที่อยู่สองตำแหน่งถัดไป เช่น:
- \( 21 \div 34 = 0.618 \)
ระดับนี้ถือว่าสำคัญมากในตลาดการเงิน เพราะนักเทรดเชื่อว่าราคามักจะปรับตัว (retracement) กลับมาที่ระดับนี้ก่อนจะไปต่อในทิศทางเดิม
**2. ระดับ 78.6%**
ระดับ **78.6%** (หรือ 0.786) เกิดจากการคำนวณรากที่สองของ 0.618 (\( \sqrt{0.618} \))
ระดับนี้มักใช้ในสถานการณ์ที่ราคาปรับตัวมากกว่าระดับ 61.8% แต่ยังถือว่าเป็นจุดกลับตัว (reversal zone) ที่สำคัญในกรณีที่การปรับฐานนั้นรุนแรงหรือมีแนวโน้มรองที่แข็งแรงกว่า
**3. ระดับ 88.6%**
ระดับ **88.6%** (หรือ 0.886) มาจากการคำนวณรากที่สี่ของ 0.618 (\( \sqrt {0.618} \))
ระดับนี้ใช้ในกรณีที่ราคาปรับตัวลึกมากและใกล้จะถึง 100% retracement ซึ่งมักใช้ร่วมกับรูปแบบฮาร์โมนิก (Harmonic Patterns) เช่น Butterfly หรือ Bat Pattern ที่มีเป้าหมายการกลับตัวในระดับนี้
---
### **ความสำคัญของ Fibonacci Levels**
Fibonacci levels มีความสำคัญเพราะช่วยให้นักลงทุนและนักเทรดสามารถ:
- **คาดการณ์แนวรับ-แนวต้าน**: ราคามักชะลอหรือกลับตัวบริเวณระดับ Fibonacci
- **วางกลยุทธ์การเข้าและออก**: ใช้กำหนดจุดเข้าซื้อขาย (Entry) และจุดตัดขาดทุน (Stop Loss)
- **ผสมกับเครื่องมืออื่น**: เช่น Moving Averages หรือ RSI เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของสัญญาณ
การใช้ Fibonacci levels จึงเป็นเครื่องมือที่ได้รับความนิยมเพราะสะท้อนความสัมพันธ์ทางธรรมชาติที่ปรากฏซ้ำในหลายบริบท ตั้งแต่การเงินไปจนถึงธรรมชาติ.
SET ปิดหลุด 1400 จุด วิกฤต หรือ โอกาส ซานต้าจะมาไหมปีนี้SET ปิดหลุด 1400 จุด วิกฤต หรือ โอกาส ซานต้าจะมาไหมปีนี้
ภาพนี้แสดงกราฟราคาดัชนี **SET (ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย)** แบบรายวัน โดยมีการวิเคราะห์ทางเทคนิคที่ละเอียด ซึ่งสามารถแบ่งเป็นส่วนต่าง ๆ ได้ดังนี้:
วิเคราะห์โซนราคา
### 1. **รูปแบบกราฟ Head and Shoulders (H&S)**
รูปแบบนี้เป็น **สัญญาณการกลับตัวจากแนวโน้มขาขึ้นเป็นขาลง** ซึ่งประกอบไปด้วย:
- **L**: **Left Shoulder** (ไหล่ซ้าย) - เป็นจุดสูงแรกที่เกิดขึ้น
- **H**: **Head** (หัว) - จุดสูงสุดที่เกิดขึ้นสูงกว่าไหล่ซ้าย
- **R**: **Right Shoulder** (ไหล่ขวา) - จุดสูงที่เกิดขึ้น แต่ต่ำกว่าหัว และใกล้เคียงกับไหล่ซ้าย
- เส้น **Neckline** (เส้นน้ำเงินเฉียง) - เส้นที่ลากเชื่อมระหว่างจุดต่ำสุดระหว่างไหล่ซ้าย, หัว และไหล่ขวา เมื่อราคาหลุดเส้นนี้ลงมา จะถือว่าเป็นสัญญาณขายที่ชัดเจน
**สรุป**: การเกิดรูปแบบ H&S นี้แสดงว่ามีโอกาสสูงที่ราคาดัชนี SET จะปรับตัวลดลงต่อไป
---
### 2. **การ Retest (ทดสอบแนวต้าน)**
คำว่า **RETEST** สีแดงหมายถึง ราคาได้กลับขึ้นไปทดสอบแนวต้านที่เคยเป็น **เส้น Neckline** เดิม แต่ไม่สามารถผ่านขึ้นไปได้ ทำให้ราคาปรับตัวลงต่อ
---
### 3. **Fibonacci Retracement**
เส้น Fibonacci Retracement ถูกใช้เพื่อวัดระดับการปรับฐานของราคาหลังจากขาขึ้นใหญ่ โดยแบ่งเป็นระดับสำคัญ:
- **38.20%** ที่ **1,447.72** (แนวต้านแรก)
- **50.00%** ที่ **1,429.47** (แนวต้านถัดไป)
- **61.80%** ที่ **1,411.21**
- **78.60%** ที่ **1,385.22**
- **88.60%** ที่ **1,369.75**
ระดับเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นแนวรับหรือแนวต้าน หากราคาปรับตัวลงต่ำกว่าแต่ละระดับ จะมีโอกาสปรับลงไปที่ระดับถัดไป
---
### 4. **แนวโน้มและเป้าหมายในอนาคต**
- **วันที่ 20/12/2024** (ตัวอักษรสีแดง) น่าจะเป็นการคาดการณ์ช่วงเวลาที่ราคาจะเคลื่อนไหวไปถึงเป้าหมายใดเป้าหมายหนึ่ง เช่น จุดแนวรับหรือแนวต้านสำคัญ
- จากกราฟ การเคลื่อนไหวราคามีลักษณะเป็นขาลง (Downtrend) โดยมีการยืนยันจาก
- **การหลุดเส้น Neckline**
- ราคาล่าสุดอยู่ต่ำกว่า **1,395.57** จุด
---
### 5. **ข้อมูลเพิ่มเติมจากกราฟ**
- **ระดับราคาปิดล่าสุด**:
- ปัจจุบันปิดที่ **1,395.57** จุด (ตัวเลขสีแดง)
- ระดับนี้ต่ำกว่าระดับ Fibonacci 61.80% แต่ยังสูงกว่าแนวรับ Fibonacci ที่ 78.60%
- **เป้าหมายระยะสั้น**:
- หากราคาหลุดต่ำกว่า 1,385.22 (78.60%) จะมีแนวโน้มลงไปทดสอบแนวรับถัดไปที่ **1,369.75 (88.60%)**
---
### 6. **การตีความทางเทคนิค**
- รูปแบบ **Head and Shoulders** บ่งบอกถึงแนวโน้มขาลงที่ชัดเจน
- การ Retest เส้น Neckline แล้วย่อตัวลงต่อ เป็นการยืนยันว่าขาลงยังคงอยู่
- Fibonacci แสดงแนวรับและแนวต้านสำคัญที่ต้องจับตามอง
- วันที่ **20/12/2024** เป็นช่วงเวลาคาดการณ์สำหรับทิศทางราคาที่ชัดเจนขึ้น
---
### **สรุปภาพรวม**
กราฟนี้บ่งชี้ถึงโอกาสที่ดัชนี SET จะปรับตัวลดลงตามรูปแบบ **Head and Shoulders** โดยมีแนวรับสำคัญตาม Fibonacci ที่ระดับ 1,385.22 และ 1,369.75 เป็นเป้าหมายลำดับถัดไป หากราคาหลุดลงต่ำกว่าแนวรับเหล่านี้ นักลงทุนควรระมัดระวังการลงต่อเนื่อง.
วิเคราะห์โซนเวลา
ในภาพนี้ มีการใช้ **Fibonacci Time-Based Lines** (เส้นแนวตั้งสีขาว) ซึ่งเป็นเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคที่ช่วยคาดการณ์ **ช่วงเวลา** ที่ราคามีโอกาสเกิดการเปลี่ยนแปลงสำคัญ เช่น การกลับตัวหรือการเร่งตัวของราคา โดยไม่สนใจทิศทางขึ้นหรือลง เน้นเฉพาะ **จังหวะเวลา** เท่านั้น
---
### วิธีการอ่าน Fibonacci Time-Based Lines
1. **หลักการวางเส้น**
- เส้นแนวตั้งจะถูกวางตามลำดับตัวเลข Fibonacci เช่น **0.618**, **1**, **1.272**, **1.618**, **2**, **2.618** และอื่น ๆ
- จุดเริ่มต้นของ Fibonacci Time-Based Lines มักจะวางไว้ที่ **จุดเริ่มต้นของการเคลื่อนไหวราคา** (เช่น จุดต่ำสุดหรือสูงสุดหลักในอดีต)
2. **ความหมายของแต่ละเส้น**
- **เส้นแนวตั้ง** แสดงช่วงเวลาที่มีโอกาสเกิดเหตุการณ์สำคัญ เช่น การกลับตัวของราคา, การเร่งตัวขึ้นหรือลง, หรือการเปลี่ยนทิศทางแนวโน้ม
- ตัวเลขเช่น **1.0** และ **1.618** แสดงถึงระยะเวลาที่สัมพันธ์กับจุดเริ่มต้น โดยคิดตามสัดส่วน Fibonacci
3. **การใช้งานในกราฟนี้**
- เส้น **0.618**, **1.0**, **1.272**, **1.618**, **2.0**, และ **2.618** ถูกวางไว้เป็นช่วงเวลาแนวตั้ง
- แต่ละเส้นถูกคาดหมายว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของราคา เช่น:
- **0.618**: อาจเป็นจุดที่ราคาชะลอตัวหรือเปลี่ยนทิศทาง
- **1.0**: ช่วงที่ราคามีแนวโน้มเกิดการเคลื่อนไหวสำคัญ
- **1.618**: อาจบ่งบอกถึงจุดเร่งตัวครั้งใหม่หรือตลาดเปลี่ยนทิศทาง
---
### ตัวอย่างในกราฟ
- ในภาพนี้ Fibonacci Time-Based Lines ถูกลากจากจุดเริ่มต้น (ช่วงที่ราคาพุ่งขึ้น)
- เส้นต่าง ๆ เช่น **1.0**, **1.272**, และ **1.618** บ่งบอกถึงช่วงเวลาที่ราคามีโอกาสเกิดความเคลื่อนไหว เช่น
- การปรับฐานใหญ่ (ขาลง)
- การกลับตัว (อาจกลับขึ้น หรือย่อลงไปต่อ)
**ตัวอย่างวันที่ 20/12/2024**
- เส้นนี้ถูกกำหนดให้เป็นช่วงเวลา **1.272** หรือ **1.618** ซึ่งเป็นช่วงที่นักวิเคราะห์คาดว่า ราคามีโอกาสเกิดการเคลื่อนไหวสำคัญ
- เป็นการบ่งชี้ว่าในช่วงนี้ราคาจะมีการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการย่อตัวลงไปหาแนวรับใหม่หรือกลับตัวขึ้น
---
### วิธีการใช้งานควบคู่
1. **จับตาดูการเคลื่อนไหวของราคาใกล้เส้นแนวตั้ง**
- ถ้าราคาเกิดสัญญาณเทคนิคอื่น ๆ ใกล้เส้น เช่น การหลุดแนวรับ หรือเกิดรูปแบบแท่งเทียนกลับตัว ก็อาจยืนยันการเปลี่ยนทิศทางของราคา
2. **ผสมกับเครื่องมืออื่น ๆ**
- เช่น Fibonacci Retracement, เส้นแนวโน้ม (Trendline), หรือสัญญาณจากอินดิเคเตอร์ต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความแม่นยำ
---
### **สรุปการอ่าน Fibonacci Time-Based Lines**
- เส้นแนวตั้งสีขาวแสดง **จังหวะเวลา** ที่ราคามีโอกาสเกิดการเปลี่ยนแปลงสำคัญ
- แต่ละเส้นสัมพันธ์กับเลขสัดส่วน Fibonacci เช่น 1.0, 1.618
- ในกราฟนี้ วันที่ **20/12/2024** คือจุดเวลาที่น่าจับตามอง เพราะมีโอกาสเกิดการเปลี่ยนแปลงสำคัญของราคา
- ใช้ร่วมกับการวิเคราะห์ราคาและแนวโน้มอื่น ๆ เพื่อคาดการณ์การเคลื่อนไหวได้แม่นยำยิ่งขึ้น
ทำไม SET ถึงมีแนวโน้มลงหา 1411.21 หรือ ต่ำกว่าภาพนี้เป็นกราฟราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ซึ่งมีการวิเคราะห์โดยใช้เครื่องมือทางเทคนิคหลายอย่าง ดังนี้:
---
### **1. การวิเคราะห์แบบ Head and Shoulders (H&S)**
- ในภาพมีการทำเครื่องหมาย:
- **L**: หมายถึง **Left Shoulder** (ไหล่ซ้าย)
- **H**: หมายถึง **Head** (ศีรษะ)
- **R**: หมายถึง **Right Shoulder** (ไหล่ขวา)
**รูปแบบนี้บ่งบอกถึงแนวโน้มการกลับตัวจากขาขึ้นเป็นขาลง** (Bearish Reversal) ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าราคาอาจมีการปรับตัวลงหลังจากผ่านไหล่ขวาไปแล้ว
---
### **2. เส้นแนวโน้ม (Trendline)**
- มีการลาก **เส้นสีฟ้า** เป็นเส้นแนวโน้มขาขึ้นเดิม
- ราคาได้ทะลุผ่านเส้นแนวโน้มลงมา (Breakdown) และกลับมาทดสอบเส้นแนวโน้มอีกครั้ง ซึ่งตรงจุดนี้เรียกว่า **RETEST**
การ **RETEST** คือการที่ราคากลับมาทดสอบแนวต้านใหม่หลังจากหลุดแนวรับเดิม
---
### **3. Fibonacci Retracement**
- มีการใช้ **Fibonacci Retracement** เพื่อระบุระดับที่ราคาน่าจะเกิดการพักตัวหรือกลับตัว โดยระดับที่สำคัญในกราฟ ได้แก่:
- **38.2%** ที่ประมาณ **1,447.72**
- **50.0%** ที่ประมาณ **1,429.47**
- **61.8%** ที่ประมาณ **1,411.21**
- **78.6%** ที่ประมาณ **1,385.22**
ระดับเหล่านี้เป็นจุดที่ราคามักจะชะลอตัวหรือเกิดแรงซื้อขายกลับเข้ามา
---
### **4. Fibonacci Time-Based Lines (เส้นแนวตั้งสีขาว)**
- เส้นแนวตั้งเหล่านี้ถูกวางตาม **ลำดับฟีโบนัชชี** บนแกนเวลา เช่น:
- จุดที่ **0**: จุดเริ่มต้น
- จุดที่ **0.618, 1.0, 1.272, 1.618** และอื่นๆ
**วันที่ 20/12/2024** ถูกทำเครื่องหมายบนกราฟ ซึ่งอาจเป็นจุดเวลาที่คาดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงของแนวโน้ม (เช่น การปรับฐานหรือการเร่งตัวของราคา) ตามหลักการวิเคราะห์ฟีโบนัชชี
---
### **สรุปการตีความ**
1. **รูปแบบ Head & Shoulders** บ่งชี้ถึงการกลับตัวจากขาขึ้นเป็นขาลง
2. การ **RETEST** เส้นแนวโน้มที่ถูกทะลุลงมาอาจทำให้ราคาปรับลงต่อ
3. ระดับ Fibonacci Retracement เป็นแนวรับที่ควรจับตา:
- **50% ที่ 1,429.47**
- **61.8% ที่ 1,411.21**
4. วันที่ 20/12/2024 ตาม Fibonacci Time-Based Lines อาจเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ราคาจะมีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง
---
หวังว่าจะช่วยให้เข้าใจการวิเคราะห์ภาพนี้ได้มากขึ้นนะครับ 😊 ถ้ามีคำถามเพิ่มเติมยินดีช่วยเหลือครับ!
ทำไมอ่านตลาดหุ้นไทยลงในกรอบ 1447.72-1429.46-1411.21 ได้ล่วงหน้าทำไมเราถึงให้น้ำหนักการพักตัวของตลาดหุ้นไทยในกรอบ 1447.72-1429.46-1411.21 ได้ล่วงหน้า ก่อนที่ตลาดจะลงมาในกรอบนั้น
ในขณะที่บรรยากาศมวลชนพุ่งเป้าไปที่ 1500-1600 หรือ มากกว่านั้น
เหตุผล ก็คือการอ้างอิงแนวพักตัวจาก "Dinapoli Levels" ที่มีคำอธิบายดังนี้
Joe Dinapoli Levels เป็นเครื่องมือที่ใช้ใน **การวิเคราะห์ทางเทคนิค** (Technical Analysis) โดยอิงกับ **Fibonacci Retracement** ซึ่งมักใช้เพื่อระบุแนวรับ (Support) และแนวต้าน (Resistance) ที่สำคัญในตลาดการเงิน เช่น หุ้น, ฟอเร็กซ์, หรือคริปโต
Dinapoli ให้ความสำคัญกับ **38.2% และ 61.8%** ซึ่งเป็นสองระดับที่สำคัญใน Fibonacci Retracement เพราะเขาเชื่อว่า:
1. **38.2%**
- เป็นระดับที่แสดงถึงการ **พักตัวเล็กน้อย** (Shallow Retracement)
- เมื่อราคาเคลื่อนที่ถึงระดับนี้ จะมีแนวโน้มที่ตลาดจะรีบาวน์กลับไปในทิศทางเดิม
- เหมาะสำหรับตลาดที่มี **แรงเทรนด์แข็งแกร่ง** (Strong Trend) เพราะราคาอาจไม่ถอยลึกมากนัก
2. **61.8%**
- เป็นระดับที่แสดงถึงการ **พักตัวลึก** (Deep Retracement)
- หากราคามาถึงระดับนี้ มักแปลว่าแรงเทรนด์เริ่มอ่อนตัวลงหรือมีการพักตัวที่ชัดเจน
- เหมาะสำหรับการมองหาโอกาสในการกลับเข้าซื้อขาย (Re-entry) หากตลาดยังคงทิศทางเดิม
### แนวคิดหลัก:
- **Dinapoli Levels** ไม่ใช่แค่ตัวเลข 38.2% และ 61.8% แต่ Jo Dinapoli แนะนำให้มองการเคลื่อนไหวของราคาควบคู่กับ **อินดิเคเตอร์อื่น** (เช่น Moving Average หรือ Stochastic) เพื่อช่วยยืนยันว่าระดับเหล่านี้เป็นจุดกลับตัวที่สำคัญจริงๆ
- เป้าหมายคือการเข้าออเดอร์เมื่อราคา **พักตัว** และกลับมาสอดคล้องกับแนวโน้มใหญ่ (Trend) เพื่อเพิ่มโอกาสทำกำไร
### ทำไมต้อง 38.2% และ 61.8%?
- ตัวเลขทั้งสองมาจาก **สัดส่วนฟีโบนักชี** ซึ่งมีพื้นฐานจากคณิตศาสตร์ธรรมชาติ และถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมมนุษย์ในตลาดการเงิน
- Joe Dinapoli เชื่อว่าตลาดมักตอบสนองต่อระดับเหล่านี้บ่อยกว่าระดับอื่น เช่น 50% หรือ 23.6%
สรุปง่ายๆ:
1447.42 คือระดับ **38.2%** ใช้ในตลาดที่เทรนด์แรง (Shallow Pullback)
และ 1411.21 คือระดับ **61.8%** ใช้ในตลาดที่พักตัวลึก (Deep Pullback) โดยผสมผสานกับเครื่องมืออื่นเพื่อยืนยันจุดกลับตัวของราคา






















