อ่านไปข้างหน้า SET ตั้งแต่ 26 มี.ค. - 04 เม.ย.68 จะขึ้น 12xxอ่านไปข้างหน้า SET ตั้งแต่ 26 มี.ค. - 04 เม.ย.68 จะขึ้นไปในกรอบ 1212-1228 ครับ
ไม่ได้อ่านรายวันนะครับ ดูทั้งช่วงเวลา 7 วันทำการตลาด
การนำระบบ TD Sequential และ Hull Moving Average (HMA) มาใช้ร่วมกันในการเทรดหุ้น มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการจับจังหวะกลับตัวของราคา และยืนยันแนวโน้มให้ชัดเจนมากขึ้น โดยมีหลักการใช้งานดังนี้:
________________________________________
📌 1. TD Sequential คืออะไร?
TD Sequential เป็นเครื่องมือที่ถูกพัฒนาโดย Tom DeMark ใช้สำหรับหา "จุดกลับตัว" ของแนวโน้มราคา โดยประกอบไปด้วยชุดตัวเลขตั้งแต่ 1 ถึง 9 และ 1 ถึง 13:
• TD Buy Setup (Bullish Reversal)
เกิดเมื่อมีแท่งราคาปิดต่ำกว่าแท่งก่อนหน้า ติดต่อกัน 9 แท่งขึ้นไป
🔹 บ่งบอกถึงการสิ้นสุดแนวโน้มขาลง อาจเกิดการกลับตัวขึ้น
• TD Sell Setup (Bearish Reversal)
เกิดเมื่อมีแท่งราคาปิดสูงกว่าแท่งก่อนหน้า ติดต่อกัน 9 แท่งขึ้นไป
🔸 บ่งบอกถึงการสิ้นสุดแนวโน้มขาขึ้น อาจเกิดการกลับตัวลง
• TD Countdown (9 → 13)
ยืนยันการกลับตัวที่ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเมื่อครบเลข 13 จะมีโอกาสกลับตัวสูงมาก
________________________________________
📌 2. Hull Moving Average (HMA) คืออะไร?
Hull Moving Average เป็นเส้นค่าเฉลี่ยที่ลดความล่าช้า (Lagging) ที่พบได้ในเส้นค่าเฉลี่ยอื่นๆ เช่น SMA และ EMA ทำให้สามารถจับแนวโน้มและจุดกลับตัวได้เร็วและแม่นยำกว่า:
• เมื่อราคาตัดเส้น HMA ขึ้น (Bullish Cross)
🔹 บ่งบอกสัญญาณซื้อ (Long) หรือการเปลี่ยนแนวโน้มจากขาลงสู่ขาขึ้น
• เมื่อราคาตัดเส้น HMA ลง (Bearish Cross)
🔸 บ่งบอกสัญญาณขาย (Short) หรือการเปลี่ยนแนวโน้มจากขาขึ้นสู่ขาลง
________________________________________
🎯 3. การใช้ TD Sequential ร่วมกับ Hull Moving Average (TD + HMA)
แนวทางที่ดีคือใช้ TD Sequential เพื่อระบุจุดกลับตัว จากนั้นใช้ HMA เพื่อยืนยันแนวโน้มและจังหวะเข้าเทรด:
กรณี Long (ซื้อ)
• TD Sequential เกิดสัญญาณครบเลข 9 (Buy Setup) หรือเลข 13 (Buy Countdown)
• รอให้ราคาตัดขึ้นเหนือเส้น HMA เพื่อยืนยันแนวโน้มขาขึ้นอย่างชัดเจน
➡️ เปิด Long Trade ทันทีที่ราคายืนเหนือ HMA ได้
กรณี Short (ขาย)
• TD Sequential เกิดสัญญาณครบเลข 9 (Sell Setup) หรือเลข 13 (Sell Countdown)
• รอให้ราคาตัดลงใต้เส้น HMA เพื่อยืนยันแนวโน้มขาลงอย่างชัดเจน
➡️ เปิด Short Trade ทันทีที่ราคาหลุดใต้เส้น HMA ลงมา
________________________________________
🚩 4. ข้อดีของการใช้งานร่วมกัน
• เพิ่มความแม่นยำในสัญญาณเข้าเทรด
• ลดสัญญาณหลอกที่อาจเกิดขึ้นเมื่อใช้ TD Sequential เพียงอย่างเดียว
• ช่วยให้จับจังหวะตลาดได้รวดเร็ว และอยู่ในแนวโน้มหลักได้ดีขึ้น
________________________________________
🚨 5. ข้อควรระวัง
• ระบบนี้มีประสิทธ์ภาพดีในสภาวะตลาดที่มีแนวโน้มชัดเจน
• ควรใช้ร่วมกับการวิเคราะห์แนวรับ-แนวต้าน (Pivot Points, Volume Profile) เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ
________________________________________
📌 ตัวอย่างที่ดีของการใช้งาน
เช่น กราฟที่คุณให้มาข้างต้น มีสัญญาณ TD Sequential ชัดเจน และราคากำลังตัดขึ้นเหนือ HMA บ่งบอกโอกาสการกลับตัวเป็นขาขึ้นในระยะสั้น-กลาง นั่นเองครับ
หากมีคำถามเพิ่มเติม ยินดีอธิบายต่อได้ครับ!
ดัชนีตลาด
SET50 อาจจะปรับฐานใหญ่จบ บริเวณนี้
จากภาพ หากมองว่าตั้งแต่ 2013 จนถึง ตอนนี้ เป็นการปรับฐานแบบ diamond หรือเวฟ 4ใหญ่
(ต้องอิงจาก SET เพราะ SET50 ชาร์ทไม่โชว์ช่วง asian financial crisis)
บริเวณนี้ อาจจะจบเวฟ E แล้ว (SET50)
ซึ่งหากเป็นการปรับฐานแบบ diamond จริง เราอาจจะได้เห็น SET และ SET50 ทำ new all time high ก็เป็นได้
DJI มีโอกาสเด้ง หากผ่านแนวต้าน 42292DJI มีโอกาสเด้ง หากผ่านแนวต้าน 42292
จะมีแนวต้านถัดไปคือ 43545 และ มีโอกาสย่อตัว 1 รอบ ก่อนดีดแถว 42900 โดยมีเป้าคือ 44600
กลับกันหากย่อตัวไม่หลุด 41433 หรือ 40648 ก็จะเด้งขึ้นได้ต่อ
Disclaimer คำเตือน
1.โพสต์นี้เป็นการแชร์มุมมองเพื่อการศึกษาและเรียนรู้พฤติกรรมการทำราคาของกราฟเทคนิคคอลเท่านั้น (For Educational purposes only) และ ผู้เขียนไม่ใช่ (Financial advisor nor a CPA)
2.ทางเพจไม่ได้มีเจตนาชี้แนะหรือชี้ชวนการลงทุนแต่อย่างใด (I am sharing my opinion with no guarantee of investment gains or losses.)
3.ผู้ลงทุนควรศึกษาผลิตภัณฑ์การลงทุนก่อน และตัดสินใจการลงทุนเอง ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นผู้ลงทุนต้องยอมรับความเสี่ยงด้วยตนเอง (Investing of any kind involves risk. While it is possible to minimize risk, your investments are solely your responsibility. You must conduct your own research.)
4. ผลตอบแทนในอดีตที่ผ่านมา ไม่สามารถวัดหรือการันตีผลตอบแทนในอนาคตได้ว่าจะดีเหมือนในอดีตหรือไม่ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนต้องเข้าใจหลักและวิธีการเงื่อนไขการลงทุน และผลตอบแทน ความเสี่ยงที่ได้รับก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง
NDX ลุ้นทำรูปแบบ Flag NDX
ลุ้นทำรูปแบบ Flag
ขึ้นต่อเนื่องหากผ่านแนวต้าน 19955.44 ได้
จะมีเป้าแนวต้านถัดไปคือ 20679 และ ย่อตัวได้แถว 20350
ก่อนที่จะขึ้นต่อและจะมีเป้าแนวต้านถัดไปคือ 21200
Disclaimer คำเตือน
1.โพสต์นี้เป็นการแชร์มุมมองเพื่อการศึกษาและเรียนรู้พฤติกรรมการทำราคาของกราฟเทคนิคคอลเท่านั้น (For Educational purposes only) และ ผู้เขียนไม่ใช่ (Financial advisor nor a CPA)
2.ทางเพจไม่ได้มีเจตนาชี้แนะหรือชี้ชวนการลงทุนแต่อย่างใด (I am sharing my opinion with no guarantee of investment gains or losses.)
3.ผู้ลงทุนควรศึกษาผลิตภัณฑ์การลงทุนก่อน และตัดสินใจการลงทุนเอง ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นผู้ลงทุนต้องยอมรับความเสี่ยงด้วยตนเอง (Investing of any kind involves risk. While it is possible to minimize risk, your investments are solely your responsibility. You must conduct your own research.)
4. ผลตอบแทนในอดีตที่ผ่านมา ไม่สามารถวัดหรือการันตีผลตอบแทนในอนาคตได้ว่าจะดีเหมือนในอดีตหรือไม่ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนต้องเข้าใจหลักและวิธีการเงื่อนไขการลงทุน และผลตอบแทน ความเสี่ยงที่ได้รับก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง
สรุปภาพรวมและการวิเคราะห์ตลาดหุ้นไทย ตามแนวทาง Elliott Wave สรุปภาพรวมและการวิเคราะห์ตลาดหุ้นไทย (SET) รายวัน ด้วยโปรแกรม TradingView ตามแนวทาง Elliott Wave อย่างละเอียด อ้างอิงข้อมูล 21/03/25 มีประเด็นสำคัญดังนี้:
________________________________________
สรุปสถานการณ์ตลาด (ภาพรวมใหญ่):
• ตลาดหุ้นไทยอยู่ในแนวโน้มขาลงใหญ่ (Major Downtrend)
โดยดัชนี SET เริ่มปรับฐานจากจุดสูงสุดที่ 1506.82 จุด ลงมาสู่จุดต่ำสุดล่าสุดที่ระดับ 1157.96 จุด
• ภาพใหญ่ปรากฏการลงแบบ Impulse Wave ครบ 5 คลื่น (Wave 1-5 ขาลงชัดเจน)
o รวมระยะที่ลดลง: 348.86 จุด
o ใช้เวลาปรับฐานขาลงรอบนี้ประมาณ 98 วันทำการ (ประมาณ 5 เดือน)
________________________________________
สถานการณ์ล่าสุด (ระยะสั้น):
• หลังจากแตะจุดต่ำสุดที่ 1157.96 จุด ดัชนีมีการปรับตัวขึ้นสั้นๆ (Corrective Wave หรือ Rebound Wave) ไปแตะระดับ 1273.17 จุด ซึ่งการฟื้นตัวนี้ใช้เวลาประมาณ 52 วันทำการ (ราว 2.5 เดือน)
• ราคาปิดล่าสุด ณ ปัจจุบัน อยู่ที่ 1186.61 จุด
ถือว่ายังอยู่ในโซนล่างของการเคลื่ระยะสั้นนี้ และใกล้แนวรับสำคัญเดิม
________________________________________
กรอบวิเคราะห์และแนวต้าน-แนวรับสำคัญ (Fibonacci):
เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ล่าสุด และราคาปัจจุบัน 1186.61 จุด จะตีกรอบวิเคราะห์ระยะสั้น โดยให้ความสำคัญกับแนว Fibonacci Extension 127.2% ซึ่งอยู่ที่ระดับ 1210 จุด
แนวรับสำคัญ:
• 1157-1160 จุด (จุดต่ำสุดเดิม Wave 5)
หากดัชนียังไม่หลุดต่ำกว่าระดับนี้ ถือว่ายังคงมีโอกาสฟื้นตัวได้อีกครั้ง
แนวต้านสำคัญ:
• 1210 จุด (Fibonacci 127.2%)
เป็นด่านแรกที่ SET ต้องผ่านให้ได้ เพื่อแสดงให้เห็นถึงสัญญาณฟื้นตัวที่ชัดเจนขึ้น
• หากผ่านได้จะมีเป้าหมายถัดไปที่ระดับ 1230-1250 จุด (โซน Fibonacci 138.2%-161.8%) ซึ่งจะถือเป็นเป้าหมายระยะสั้นที่สำคัญถัดไป
________________________________________
สัญญาณสำคัญที่ต้องเฝ้าระวัง:
กรณีขาขึ้น (Bullish Case):
• หากดัชนีสามารถยืนเหนือระดับ 1210 จุด ได้ จะเกิดสัญญาณการกลับตัวขึ้นระยะสั้นอย่างมีนัยสำคัญ
• เป้าหมายต่อไปคือบริเวณ 1230-1250 จุด
• นักลงทุนสามารถวางกลยุทธ์เทรดฝั่งซื้อ (Long) ระยะสั้น เมื่อดัชนีทะลุผ่าน 1210 จุด และมี Stop Loss ต่ำกว่า 1180 หรือ 1160 จุด (ตามความเสี่ยงที่รับได้)
กรณีขาลง (Bearish Case):
• หากดัชนีปรับขึ้นแต่ไม่ผ่าน 1210 จุด หรือไม่สามารถยืนเหนือได้ และกลับมาหลุดต่ำกว่าแนวรับ 1157 จุด อีกครั้ง
• ถือเป็นสัญญาณเชิงลบชัดเจน โดยอาจเกิดขาลงรอบใหม่ ซึ่งอาจจะลงไปต่ำกว่า 1157 จุดได้อีก นักลงทุนควรระวังการถือหุ้นและบริหารความเสี่ยงอย่างเข้มงวด
________________________________________
ข้อแนะนำเพิ่มเติม (เพื่อการลงทุนที่ปลอดภัย):
• ติดตามการทดสอบแนวต้านสำคัญ 1210 จุด อย่างใกล้ชิด
• หากยังไม่ผ่านแนวต้านดังกล่าว ควรรอจังหวะที่ชัดเจนก่อนการลงทุน
• ใช้ Indicator อื่นๆ ประกอบ (เช่น MACD, RSI, Oscillator) ร่วมกับ Elliott Wave เพื่อยืนยันแนวโน้ม
________________________________________
บทสรุปสำคัญที่ต้องจับตาในตอนนี้:
• ราคาปัจจุบัน (1186.61) อยู่ใกล้โซนสำคัญคือ 1210 จุด
• แนวรับสุดท้ายที่ต้องไม่หลุด: 1157-1160 จุด
• ตลาดจะพลิกกลับเป็นขาขึ้นระยะสั้นเมื่อทะลุผ่าน 1210 จุด
• หากไม่ผ่าน 1210 จุดและหลุด 1157 จุดอีกครั้ง ต้องระวังการปรับตัวลงรอบใหม่อย่างจริงจัง
________________________________________
การวิเคราะห์นี้จะเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจลงทุนในระยะสั้นและกลางครับ
________________________________________
Elliott Wave (คลื่นเอลเลียต) คือ ทฤษฎีที่ใช้อธิบายพฤติกรรมของราคาสินทรัพย์ เช่น หุ้น ทองคำ ค่าเงิน หรือคริปโต โดยเชื่อว่าการเคลื่อนไหวของราคามีลักษณะเป็นรอบคลื่นที่ชัดเจน สามารถนำไปใช้วิเคราะห์และคาดการณ์แนวโน้มราคาในอนาคตได้
ทฤษฎีนี้ถูกพัฒนาขึ้นโดย Ralph Nelson Elliott ในช่วงปี 1930 โดยมีหลักการสำคัญดังนี้
________________________________________
หลักการเบื้องต้นของ Elliott Wave
ตามทฤษฎีนี้ราคาจะเคลื่อนไหวเป็น "คลื่น" (Wave) ซึ่งมีทั้งหมด 2 รูปแบบ คือ:
1. Impulse Wave (คลื่นส่ง, คลื่นขาขึ้น/ลงตามแนวโน้มหลัก)
จะมีทั้งหมด 5 คลื่น ประกอบด้วย
o คลื่นที่ 1 (ขึ้น)
o คลื่นที่ 2 (พักฐานเล็กน้อย)
o คลื่นที่ 3 (ขึ้นแรงที่สุดและชัดเจนที่สุด)
o คลื่นที่ 4 (พักฐานอีกครั้ง)
o คลื่นที่ 5 (ขึ้นอีกครั้ง แต่แรงน้อยกว่าคลื่น 3)
2. Corrective Wave (คลื่นปรับฐาน)
หลังจากจบ Impulse Wave แล้ว ราคาจะมีการปรับฐานเป็น Corrective Wave จำนวน 3 คลื่น คือ
o คลื่น A (ลง)
o คลื่น B (ขึ้นกลับมาเล็กน้อย)
o คลื่น C (ลงอีกครั้ง ชัดเจนกว่าคลื่น A)
สรุปรูปแบบมาตรฐานจะเป็น:
• ขาขึ้น : 5 คลื่น (1-2-3-4-5)
• ขาลง : 3 คลื่น (A-B-C)
________________________________________
กฎพื้นฐานของ Elliott Wave
ในการวิเคราะห์คลื่น Elliott มีข้อกำหนดที่ต้องจำให้ขึ้นใจ คือ:
• คลื่นที่ 2 ต้องไม่ลงต่ำกว่าจุดเริ่มต้นของคลื่นที่ 1
• คลื่นที่ 3 ต้องไม่ใช่คลื่นที่สั้นที่สุดในบรรดา 1,3,5 (โดยทั่วไปจะยาวที่สุด)
• คลื่นที่ 4 ต้องไม่ย้อนกลับไปทับซ้อนกับคลื่นที่ 1
________________________________________
ความสำคัญและการนำไปใช้งาน
Elliott Wave ถูกนำไปใช้วิเคราะห์แนวโน้มตลาดได้หลายแบบ ได้แก่
• การระบุแนวโน้ม ว่าตลาดกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นหรือขาลง
• การคาดการณ์จุดกลับตัวของราคา เพื่อหาโอกาสในการเข้าซื้อหรือขาย
• ช่วยวางแผนกลยุทธ์การเทรดและการบริหารความเสี่ยง ได้แม่นยำยิ่งขึ้น
________________________________________
ข้อควรระวังในการใช้งาน
แม้ Elliott Wave จะเป็นเครื่องมือที่ดี แต่ในทางปฏิบัติก็มีความซับซ้อนและอาจมีการตีความที่หลากหลาย ดังนั้น ควรนำไปใช้ร่วมกับเครื่องมือทางเทคนิคอื่น ๆ เพื่อเพิ่มความแม่นยำ เช่น Fibonacci, RSI หรือ Trend Line เป็นต้น
________________________________________
สรุปง่ายๆ: Elliott Wave คือการวิเคราะห์ตลาดผ่านการนับ "คลื่น" เพื่อให้รู้แนวโน้มและ
อ่านกราฟไม่เก่งก็กำไร ด้วยสูตร Money Management อ่านกราฟไม่เก่งก็กำไร ด้วยสูตร
Money Management
👰 กลับมาพบกันอีกเช่นเคยกับบทความๆดีๆที่มีให้อ่านกันไม่รู้จักเบื่อ มาครับวันนี้แอดพาทุกท่านไปคำนวนตัวเลขเพื่อใช้ในการเทรดกันฮะ ไม่สับสนวุ่นวาย ไม่ยากเกินไปแน่นอน รับรองได้ มาครับตามมาดูมาอ่านกันดีกว่า ว่ามันใช้ยังไง และดีอย่างไร บทความนี้มีคำตอบครับ
👯💆 ส่วนใหญ่แล้ว เทรดเดอร์หน้าใหม่ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับ การวางแผนคำนวนทุนกำไรเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะเทรดแค่ได้กำไรก็จบ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมันยากมาก เพราะการเทรดมีทั้งได้กำไรและขาดทุน การคำนวน MM (Money Management) จึงจัดว่าสำคัญ
👯💆เพราะเราไม่สามารถ เทรดแล้วทำกำไรได้ทุกครั้ง เราจะต้องมองการเทรดให้เป็นเกมในระยะยาว การรักษาเงินทุนของเราจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เราต้องเลือกเข้าเทรดในจุดที่ใช่และมีการบริหารความเสี่ยงที่ถูกต้อง และสิ่งที่ต้องรู้ในการบริหารความเสี่ยงในการลงทุน มีดังนี้
ขั้นตอนในการทำ Money Management
1. การอ่านและวิเคราะห์กราฟจากเครื่องมืออินดิเคเตอร์ เพื่อดูทิศทางในการเข้าออเดอร์ เช่น ดู EMA ,BB FIBO, CHANNEL เป็นต้น
2. คำนวนน R:R (Reward to Risk Ratio) คือความคุ้มค่าในการลงทุนแต่ละครั้ง เป็นการคำนวณเปรียบเทียบระหว่างกำไรที่เราจะได้รับมา หารกับผลขาดทุนที่จะสามารถเกิดขึ้นได้ถ้าไม้นั้นออกมาแพ้ การคำนวณค่า R:R คือเอาระยะกำไรหรือ TP มาหารด้วยระยะขาดทุนหรือระยะ SL
โดยทั่วไป R:R ควรจะต้องมากกว่า 2 ขึ้นไปถึงจะถือว่าคุ้มค่า แต่ว่าค่านี้ก็ไม่ใช่สูตรสำเร็จ เพราะถ้าหากเราที่ใช้กลยุทธ์ที่มี %Win Ratio สูง ๆ ค่า R:R ของเราก็อาจจะปรับลดลงได้
3. Win Rate เปอร์เซ็นโอกาสในการชนะของแผนการลงทุน ค่า Win rate จะได้มาจากการเก็บสถิติของคุณด้วยเทคนิคใดเทคนิคหนึ่งที่คุณใช้อยู่ ซึ่งคำนวณจากจำนวนครั้งที่คุณชนะหารด้วยจำนวนการเทรดทุกไม้ของคุณ
- เพราะโดยทั่วไป % Win Rate ของคนที่ใช้กลยุทธ์เทรดตามแนวโน้ม (Trend Following) จะอยู่ประมาณ 40% +/- เท่านั้น (เทรด 10 ครั้ง = ชนะ 4 ครั้ง / แพ้ 6 ครั้ง)
4. Correlation การกระจายความเสี่ยง เราจะไม่เทรดในคู่เงินที่มีแนวโน้มหรือทิศทางไปในทางเดียวกันหลายๆคู่ ยกตัวอย่างการเทรด คู่ EUR และ GBP ซึ่ง 2 สกุลเงินนี้อยู่ในตลาดยุโรปทั้งคู่ ถ้าเราเทรดชนะเราก็จะได้กำไร 2 เท่า แต่ถ้าเราเทรดแพ้เราก็จะขาดทุนเป็น 2 เท่าเช่นเดียวกัน
5. Position sizing การออก lot ให้เหมาะสมกับเงินทุน การคำนวณ Position sizing นี้มีอยู่หลากหลายวิธีด้วยกัน
- fixed fractional หรือว่าการออกไม้ด้วยเปอร์เซ็นต์ความเสี่ยงที่เท่ากันทุกไม้ ข้อดีก็คือถ้าเกิดเราแพ้ติดต่อกันหลายๆไม้ จำนวนเงินที่เราจะออกไม้จะค่อยๆน้อยลงแต่ในขณะเดียวกันถ้าเผื่อเราชนะติดต่อกันหลายๆไม้ เราจะสามารถออก lot ด้วยขนาดใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆทำให้เราได้กำไรทบต้นขึ้นไปอีก
- Fixed sizing คือการออก lot โดยการใช้จำนวนเงินหรือว่าระยะ TP SL เท่ากันทุกไม้ไม่ว่าพอร์ตเราจะโตขึ้นหรือว่าเล็กลง ข้อดีของการใช้วิธีนี้คืออัตราการเติบโตของพอร์ตเราจะมีแรงเหวี่ยงที่น้อยกว่า แต่ข้อเสียของวิธีนี้ก็คือว่าเราจะมี draw down ที่สูงกว่าถ้าเผื่อเรา SL ติดกันหลายๆไม้
- Fixed fractional sizing โดยวิธีนี้จะทำการออก lot ในจำนวนไม้เท่าๆกัน มีการปรับเปลี่ยนการออกไม้ของเราเมื่อพอร์ตเราโตขึ้นหรือว่าเล็กลงถึงค่าที่เรากำหนดไว้เป็นขั้นบันได
6. Expectancy คือค่ากำไรที่เราคาดหวังจากระบบเทรด ซึ่งค่านี้จะบ่งบอกว่าระบบเทรดของคุณที่ใช้อยู่ปัจจุบันมีโอกาสได้กำไรหรือขาดทุนมากกว่ากัน โดยเราจะต้องเก็บข้อมูลจากสถิติที่เราเทรดจริงหรือว่าจากที่เรา Back Test ก็ได้ในจำนวนที่มากพอเพื่อมาคำนวณหาค่าค่านี้
7. Recovery Rate คือโอกาสที่จะกู้พอร์ตให้กลับมาเท่าทุน ซึ่งถ้าเกิดว่าเราเทรดแพ้หลายๆไม้ติดต่อกัน โอกาสที่เราจะสามารถนำเงินกลับมาเท่าทุน จะเริ่มยากขึ้นไปเรื่อยๆ
8. Capital Management คือการจัดสรรเงินทุนให้เหมาะสมและถูกต้อง ข้อนี้สำคัญมากเพราะถ้าเราไม่รู้หรือคำนวณไม่เป็น สุดท้ายเมื่อเรามีเงินทุนไม่พอเราก็จะมีโอกาสที่จะล้างพอร์ตได้ในระยะยา การคำนวณคือ เราจะต้องเอา minimum ในการออกไม้ อยู่ที่ 0.01 เอาค่านี้มาคูณกับระยะ SL ที่เราจะเข้า
👽👽👽เป็นอย่างไรกันบ้างครับ กับ Money Management แม้ว่าจะต้องเสียเวลานิดๆหน่อยๆในการคำนวน แต่เชื่อเถอะครับ มันดีจริงๆ แถมมันยังช่วยให้เราตัดสินใจในการเทรดได้มากขึ้นอีกด้วย เทรดครั้งนึงคุ้มไม่คุ้มอยู่ตรงนี้แหละ ใครบ้างจะอยากขาดทุน แต่ถ้าขาดทุนแล้วต้องกู้กำไรกลับคืนมา นี่ต่างหากที่สำคัญสุดๆ ลองเอาไปปรับใช้กันดูนะฮะ ที่สำคัญไปกว่านั้นคือ ฝึกการเทรดไว้เยอะๆแล้วเราจะเก่งเอง แอดเอาใจช่วยทุกท่านให้เทรดได้เงินสะสมเยอะๆครับ
Set 50 ลงมา น่า กลัว จริงๆ ตามที่ได้ลองวิเคราะห์ ตัวของ set50 ดู เห็นได้ชัดเลยว่า ลง มา ยาวมากๆ ฉะนั้น ถามว่าจะ BUํY ได้รึยัง ผม บอกเลยว่าตามเทคนิคแล้ว ยังไม่มีสัญญาณซื้อให้เห็นเลย วางแผนรับมือกันให้ดีนะครับ มองยาวไปถึง ไหน นั่นก็มองจนกว่าจะทะลุเส้น เทรนขึ้นไปได้ ถ้า ทะลุค่อยซื้อก็ได้ ตอนนี้ ได้ แต่ รอดูต่อไป
ตลาดหุ้นอินโดนีเซียดิ่งหนัก! นักลงทุนกังวลนโยบายประชานิยมตลาดหุ้นอินโดนีเซียดิ่งหนัก! นักลงทุนกังวลนโยบายประชานิยมและค่าเงินอ่อนค่า
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ตลาดหุ้นอินโดนีเซีย ร่วงหนักในวันนี้ (18 มี.ค.) ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ชะลอตัว และนโยบายประชานิยมของ ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต
📉 ดัชนีคอมโพสิตจาการ์ตา (JCI) ร่วงลงมากถึง 7.1% ซึ่งเป็นการลดลงรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2011 ส่งผลให้ตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซียต้อง หยุดการซื้อขายชั่วคราว เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ช่วงโควิด-19
📉 สกุลเงินรูเปียห์ อ่อนค่าลง 0.5% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ ธนาคารกลางอินโดนีเซีย ต้องเข้ามาแทรกแซงเพื่อพยุงค่าเงิน
📉 พันธบัตรรัฐบาล ก็ถูกเทขายเช่นกัน สะท้อนความกังวลของตลาดต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ
นักลงทุนมองว่า การตกต่ำครั้งนี้เกิดจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น ตัวเลขความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ต่ำกว่าคาด และ กระแสข่าวลือเรื่องการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ซึ่งแม้รัฐบาลจะออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าว แต่ความไม่แน่นอนยังคงกดดันตลาด
อย่างไรก็ตาม หลังรัฐบาลออกแถลงการณ์ปฏิเสธข่าว ดัชนีหุ้นอินโดนีเซียฟื้นตัวขึ้นบางส่วน ปิดตลาดที่ -3.7% ลดช่วงลบจากจุดต่ำสุดของวัน
รัฐบาลอินโดนีเซียปฏิเสธข่าวลือที่ว่า รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ศรีมุลยานี อินดราวาติ จะลาออก เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน หลังจากที่ตลาดหุ้นร่วงลงมากที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ
สุฟมี ดัสโก อาห์มัด รองประธานสภาผู้แทนราษฎรของอินโดนีเซีย ยืนยันว่า "ศรีมุลยานีไม่ได้ลาออก และสถานการณ์ทางการคลังของเรายังคงแข็งแกร่ง" ในระหว่างการประชุมสัมมนาที่ตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันอังคาร ซึ่งเขาตอบคำถามเกี่ยวกับข่าวลือที่ว่า การร่วงลงของตลาดหุ้นอาจเกี่ยวข้องกับข่าวลือเรื่องการลาออกของอินดราวาติ
ขณะที่นักลงทุนกำลังมีความกังวลเกี่ยวกับฐานะการคลังของอินโดนีเซียหลังจากกระทรวงการคลังรายงานว่า ขาดดุลงบประมาณประมาณ 31.2 ล้านล้านรูเปียห์ในช่วงสองเดือนแรกของปี 2025 ซึ่งคิดเป็น 0.13% ของ GDP แม้ว่าจะต่ำกว่าเป้าหมายที่ 2.5% ของ GDP แต่เป็นการขาดดุลงบประมาณครั้งแรกตั้งแต่ปี 2021 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยสาเหตุหลักมาจากการลดลงของการเก็บภาษี เนื่องจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวลง และการเลื่อนนโยบายการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
การใช้จ่ายและการบริโภคมีแนวโน้มลดลงก่อนช่วงเทศกาลวันหยุดยาวปลายเดือนนี้ ขณะที่กระแสเงินทุนต่างชาติมีทิศทางไหลออก โดยตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 14 มีนาคม นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิสะสมประมาณ 1.6 พันล้านเหรียญสหรัฐในตลาดหุ้นอินโดนีเซีย และค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเนื่องตั้งแต่ปลายเดือนกันยายน 2024
ขณะที่ธนาคารกลางอินโดนีเซียได้แทรกแซงเพื่อสนับสนุนค่าเงินรูปียะฮ์ เนื่องจากข่าวลือที่ว่า ประธานาธิบดีปราโบโว มีแผนจะปรับคณะรัฐมนตรี ซึ่งอาจรวมถึงอินดราวาติด้วย โดยเธอเป็นผู้นำกระทรวงการคลังของอินโดนีเซียมาเป็นเวลา 14 ปี จากทั้งหมด 20 ปีที่ผ่านมา
ที่มา : Bloomberg
S&P500 กับ SMA50 ใน WEEKLY มีความสัมพันธ์อย่างไร📌 SMA50 ใน Timeframe WEEK สำคัญยังไง?
SMA50 TF Weekly (เส้นค่าเฉลี่ย 50 สัปดาห์) ถือเป็นหนึ่งใน Indicator สำคัญมากในทางเทคนิค มักนิยมใช้ในการวิเคราะห์แนวโน้มระยะยาว โดยมีความสำคัญคือ:
✅ 1. บอกแนวโน้มใหญ่ (Major Trend)
• ถ้าราคายืนเหนือ SMA50 Week ได้อย่างต่อเนเนื่อง = ขาขึ้น (Bullish)
• ถ้าราคาอยู่ใต้ SMA50 Week = ขาลง (Bearish)
✅ 2. เป็นแนวรับ-แนวต้านที่แข็งแกร่ง
• ราคาย่อลงมาบริเวณ SMA50 TF Weekly แล้วเด้งกลับ ถือเป็นสัญญาณซื้อที่น่าเชื่อถือ
• หากราคาหลุดลงต่ำกว่า SMA50 Week เป็นสัญญาณเตือนสำคัญ อาจเข้าสู่ภาวะขาลงต่อเนื่อง
✅ 3. ใช้ระบุจุดกลับตัวสำคสัญ (Turning Point)
• การ Break ขึ้นหรือลงจาก SMA50 Week มักตามมาด้วยเทรนด์ใหญ่ใหม่
✅ 4. ใช้ร่วมกับ Indicator อื่นเพื่อยืนยัน
• มักใช้ SMA50 Week คู่กับ MACD, RSI หรือ Volume เพื่อเพิ่มความแม่นยำของสัญญาณในการวิเคราะห์แนวโน้มระยะยาว
🎯 สรุปง่ายๆ
SMA50 Weekly เป็น "เส้นแบ่งขาขึ้น-ขาลง" ในภาพใหญ่ ที่นักลงทุนสายเทคนิคควรให้ความสำคัญเป็นอย่างมากครับ
#เทรดหุ้น #SMA50Weekly #TechnicalAnalysis #การลงทุน
ICT Kill zone in Forex คืออะไร?ICT Kill zone in Forex คืออะไร?
👰 กลับมาพบกันอีกเช่นเคยกับบทความๆดีๆที่มีให้อ่านกันไม่รู้จักเบื่อ หลังจากเราทำความรู้จัก KZM Killer Zone กันไปแล้ว วันนี้แอดพามาทำความรู้จักตลาด ICT Killzone กันบ้าง มาครับตามมาดูมาอ่านกันดีกว่า ว่ามันใช้ยังไง และดีกว่าอย่างไร บทความนี้มีคำตอบครับ
หากเราชื่นชอบการเทรดตามกรอบเวลาในแต่ละประเทศตามตลาดต่างๆ ในแต่ละประเทศ เราอาจชอบรูปแบบการเทรดนี้ และแอดเชื่อว่าเทรดเดอร์ส่วนใหญ่และหลายๆคนอาจจะเกิน 70% ชื่นชอบการเทรดตามตลาดต่างๆในแต่ละสกุลเงินที่แตกต่างกันไป
ICT Kill Zone หรือชื่อเต็มๆก็คือ Inner Circle Trader Kill Zone เป็นช่วงเวลาเปิดตลาดที่สำคัญของแต่ละตลาด และมีระยะคาบห่างการเปิดตลาดที่ใกล้เคียงและต่อเนื่องกัน นั่นเป็นเหตุผลที่ตลาด FOREX มันเปิดตลอด 24 ชั่วโมงนั่นเอง
ICT Killzones Times สำหรับการเทรดรายวันแบบ Intraday Trading
เวลาในตลาดหลักๆที่เราควรจะเทรดจะมีด้วยกัน 3 ช่วง 3 ตลาด
1. ICT London Killzone time ในตลาดลอนดอน
- 19:00 pm – 22.00 pm ตามเวลาบ้านเรา
- คู่เงินที่ควรเทรดและยอดนิยม EUR/USD และ GBP/USD
2. ICT New York Killzone time ในตลาดนิวยอร์ก
- 19:30 pm – 22.30 pm ตามเวลาบ้านเรา
- ดีที่สุดสำหรับการเทรด Nasdaq100 and S&P500
- ช่วงเวลาที่สำคัญและดีที่สุดคือช่วง 8:30 pm ตามเวลาบ้านเรา
- คู่เงินที่ควรเทรดและยอดนิยม EUR/USD และ GBP/USD
3. ICT Asian Killzone time ในตลาดเอเชีย
- ส่วนใหญ่เทรดเดอร์มักเทรดช่วงเวลาเดียวกับ New York timezone.คือ 7.00 pm -9.00 pm ตามเวลาบ้านเรา
- และคู่เงินที่นิยมเทรดคือ JPY, NZD, และ AUD
👌และแน่นอนว่า ตลาดลอนดอน London Session ย่อมเป็นตลาดที่ได้รับความนิยมสูงสุดไม่แพ้สกุลเงินอื่นๆเลย แม้แต่ทองด้วย ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุดในรอบวัน ส่งผลให้ตลาดมีความผันผวนสูงและมีโอกาสเยอะมากในการเข้าเทรดเพื่อทำกำไร แอดจึงยกตัวอย่างและวธีการสรุปสั้นๆในการเทรดตลาดลอนดอนมาให้ดูกัน
จุดสังเกตุในการเทรดตามตลาด London Session
1. เมื่อเข้าสู่ London Session ราคาเริ่มปรับตัวขึ้นไปทดสอบ High หลังจากนั้นราคาก็มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง (Market Structure Shift) กลับลงมาทางด้านล่าง
2. ราคาเริ่มย้อนกลับขึ้นมายัง Optimal Trade Entry (OTE) ที่ระดับ Fibonacci 0.5 ซึ่งเป็นจุดที่น่าสนใจในการเปิดออเดอร์ Sell
3. เมื่อราคาสามารถทะลุ Low ของเซสชั่นลงมาได้ แสดงว่ามีโอกาสที่ราคาจะร่วงลงต่อไป
4. เป้าหมายของออเดอร์ Sell คือ Low ของเซสชั่นก่อนหน้า
👽👽👽เป็นอย่างไรกันบ้างครับ กับระบบเทรด ICT Kill zone แม้ว่าจะต้องนับเวาและคำนวนเวลานิดหน่อย แต่มันคุ้มค่ากับคำว่ารอมากเลยนะฮะ ใครว่าเราไม่สามารถชนะตลาดได้ ไม่จริงฮะ แค่เทรดให้เป็นระบบ มีวินัย ไม่โลภ เราสามารถชนะได้แน่นอน ลองเอาไปปรับใช้กันดูนะฮะ
ที่สำคัญคือบริหารเงินในหน้าตักเราให้เป็นและรัดกุมมากที่สุดครับคือสิ่งสำคัญ ฝึกไว้เยอะๆแล้วเราจะเก่งเอง แอดเอาใจช่วยทุกท่านให้เทรดได้เงินสะสมเยอะๆครับ
DATA OPTION SET50 ทรงข้อมูลเริ่มเปลี่ยนDATA OPTION SET50
Put Local = SET50 ลงมาหนักมาก แต่รายย่อย สะสะม Short putมาเรื่อยๆ แต่ตอนนี้ทรงเริ่มทำการปิด short
put ไปเรื่อย แล้ว
Put Foreign= สะสม long put หนักมากและยาวนาน ถึงตอนนี้เริ่มมีทิศทางที่เปลี่ยนไป เริ่มสะสมน้อยลง
Call Local = รายย่อยสะสม short call เป็นจำนวนมาก และซึ่งมาวันนี้เริ่มมีหักหัวลงมา
Call Foreign = ฝรั่ง สะสม long call จำนวนเยอะมาก และมาวันนี้เริ่มมีการหักหัวลงมาแบบมีนัยยะ
สรุป โอกาสทิศทางของตลาดหุ้น ไทยจะขึ้นต่อไม๊ ต้องติดตามข้อมูลต่อไป แต่เริ่มส่งสัญญาณการขึ้นมาแล้ว
SET จะหยุดไหลเมื่อไร?จากมุมมองในทางเทคนิคจะเห็นแล้วว่า หากเราตี fibo proj ในหลายๆชุด เราจะเห็นได้ชัดว่าตลาดไหลลงมาแล้วพักตัว +/-30จุดอยู่ในกรอบ 1187-1208 อยู่พักหนึ่งก่อนที่จะหลุดแนวรับลงมาอีกครั้ง
คำถามที่พบบ่อยมากในช่วงนี้คือตลาดจะย่อลงไปถึงไหน ผมขออ้างอิงจาก fibo proj ที่ตีไว้ 3ชุดพบว่าเกิดการคลัทเตอร์กับที่แนว
# 1155-1162
# 1100-1116 (ผมมองงแนวนี้มากกว่า)
# 1000-1026
จะเห็นว่าตลาดอาจจะย่อได้อีกไม่ไกล และต้องบอกว่าตลาดมันย่อมาเลยจุดที่ผมเคยประเมินไว้แล้ว(ตอนต้นปีที่แล้วมองไว้ว่า 1180) เพราะงั้นตอนนี้เลยใช้หลักการเดียวกันในการวัดการเคลื่อนที่ครับ
ผู้สนใจลองหาข้อมูลพื้นฐานเพิ่มเติมดูนะครับ
***หมายเหตุ เป็นเพียงการแชร์ความรู้เชิงกราฟแพทเทิร์นเท่านั้นไม่ได้เจตนาชี้นำในการลงทุนแต่อย่างใด
SET50 4H ยังไม่สามารถยืนเหนือ 765-767 ได้ก็เป็นลงSET50
4H ตราบใดที่ยังไม่สามารถยืนเหนือ 765-767 ได้ก็ยังคงเป็นการ
เด้งเพื่อลงต่ออยู่ดี ขา SHORT ยังคงแข็งแกร่ง
หากเด้งมา มีแนวต้านคือ 747-750/ 756/ 765 ที่สามารถ SHORT ได้
กลับกัน หากเด้งปิด Gap ที่เปิดไว้ ก็ยังมี เส้นนำทางสีน้ำเงิน คือ 765
ซึ่งผ่านได้ยาก เพราะโดน เส้นค่าเฉลี่ย 50 วันกดอยู่
แต่ถ้าหากเด้งไม่แรงแล้วไหลลงต่อ มีโอกาสลงไปทดสอบแนวรับด้านล่าง
คือ 725-722/ 715 ตามลำดับ
หากถึงบริเวณนั้นมีโอกาสเด้ง 1 รอบ แต่ภ้าเด้งแล้วยังคงไม่เบรกยืนเหนือ
765 ก็ยังต้องโดนกดอยู่ดี
และมีโอกาสไหลลงอีกรอบ และอาจไหลถึงแนวรับ 700-705 ก่อนที่จะเด้ง 1 ทีกลับไปแถว 725 และถ้าไม่ข้ามก็จะไหลต่อตามเทรนด์
โดยถ้าหากวัดเป้ารูปแบบสามเหลี่ยมก็มีโอกาสลงถึง 725 ถ้าหากเด้งแล้วไม่แรง
Disclaimer คำเตือน
1.โพสต์นี้เป็นการแชร์มุมมองเพื่อการศึกษาและเรียนรู้พฤติกรรมการทำราคาของกราฟเทคนิคคอลเท่านั้น (For Educational purposes only) และ ผู้เขียนไม่ใช่ (Financial advisor nor a CPA)
2.ทางเพจไม่ได้มีเจตนาชี้แนะหรือชี้ชวนการลงทุนแต่อย่างใด (I am sharing my opinion with no guarantee of investment gains or losses.)
3.ผู้ลงทุนควรศึกษาผลิตภัณฑ์การลงทุนก่อน และตัดสินใจการลงทุนเอง ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นผู้ลงทุนต้องยอมรับความเสี่ยงด้วยตนเอง (Investing of any kind involves risk. While it is possible to minimize risk, your investments are solely your responsibility. You must conduct your own research.)
4. ผลตอบแทนในอดีตที่ผ่านมา ไม่สามารถวัดหรือการันตีผลตอบแทนในอนาคตได้ว่าจะดีเหมือนในอดีตหรือไม่ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนต้องเข้าใจหลักและวิธีการเงื่อนไขการลงทุน และผลตอบแทน ความเสี่ยงที่ได้รับก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง
SET Index ใน Timeframe 1W (รายสัปดาห์)🔎 Elliott Wave Analysis - SET Index (TF: 1W)
จากกราฟ SET Index ใน Timeframe 1W (รายสัปดาห์) พบว่า SET กำลังเคลื่อนที่อยู่ใน Corrective Wave โดยโครงสร้างปัจจุบันมีความเป็นไปได้ของการจบใน WXY Correction ภายในคลื่น (C) ของ Cycle ใหญ่
---
📌 Elliott Wave Structure (คลื่นหลักที่เกิดขึ้น)
1️⃣ ระดับ Cycle (สีแดง) - A-B-C Correction
📉 (A) : เริ่มต้นจากช่วงโควิดปี 2020 ที่ราคาร่วงลงแรง
📈 (B) : เป็นการรีบาวด์ แต่ไม่สามารถทำจุดสูงสุดใหม่
📉 (C) : กำลังดำเนินอยู่ โดยมีโครงสร้างเป็น WXY Correction
---
2️⃣ ระดับ Primary (สีส้ม) - WXY Pattern
✅ W : ขาลงแรกของ Correction
✅ X : การรีบาวด์สั้น
✅ Y : กำลังดำเนินต่อไป คาดว่าจะลงไปหา 969 - 813 จุด
---
📌 วิเคราะห์แนวโน้มราคา & Target Levels
📍 แนวรับสำคัญ
🔸 1,076 จุด (Fibonacci 1.0) → แนวรับแรก
🔸 969 จุด (Low ก่อนหน้า) → จุดที่อาจมีแรงซื้อ
🔸 813 จุด (Fibonacci 1.618) → เป้าหมายลึกสุดของคลื่น (C)
📍 แนวต้านสำคัญ
🔹 1,240 - 1,300 จุด → แนวต้านแรกของการรีบาวด์
🔹 1,506 จุด → หากราคาสามารถเบรกขึ้นไป อาจเปลี่ยนโครงสร้างเป็นขาขึ้น
---
🔮 รูปแบบการจบของคลื่น (C) ได้อย่างไร?
📌 1️⃣ จบแบบ Zig-Zag (A-B-C) ธรรมดา
- หาก SET ลงไปถึง 969 จุด แล้วมีแรงซื้อ อาจจบที่จุดนี้
- หากราคาลงลึกถึง 813 จุด มีโอกาสจบคลื่น (C)
📌 2️⃣ จบแบบ Extended Wave (ขยาย)
- หากหลุด 969 จุด และยังไม่มีแรงซื้อ อาจเกิดการขยายของคลื่น (C) ไปถึง 813 จุด
📌 3️⃣ จบแบบ Ending Diagonal (รูปแบบลิ่ม)
- หากราคาลงมาในกรอบ 969 - 813 จุด แล้วเกิด Divergence ของ RSI หรือ MACD อาจเป็นสัญญาณกลับตัว
---
📌 สรุปแนวทางการเทรด
✅ หากต้องการซื้อ ควรรอดู แนวรับสำคัญ 1,076 - 969 จุด พร้อมสัญญาณกลับตัว
✅ หากต้องการ Short Sell ควรจับจังหวะรีบาวด์ไปที่แนวต้าน 1,240 - 1,300 จุด
✅ หากหลุด 969 จุด เป้าหมายต่อไปคือ 813 จุด (Fibonacci 1.618)
📢 ข้อควรระวัง: ยังไม่มีสัญญาณกลับตัวที่ชัดเจน ควรรอดูพฤติกรรมราคาก่อนเข้าเทรด 🚨
KZM ระบบเทรด killer zone ใช้ยังไงทำไมกำไรบวกเกิน 80%KZM ระบบเทรด killer zone
ใช้ยังไงทำไมกำไรบวกเกิน 80%
👰 กลับมาพบกันอีกเช่นเคยกับบทความๆดีๆที่มีให้อ่านกันไม่รู้จักเบื่อ หากใครกำลังมองหาระบบเทรดดีๆสักตัว มาครับแอดช่วยได้ ระบบเทรดที่สามารถทำกำไรได้80% ขึ้นไปจนถึงหลัก ร้อยและหลักพัน ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ มาครับตามมาดูมาอ่านกันดีกว่าว่ามันใช้ยังไง บทความนี้มีคำตอบครับ
Killer Zone Model หรือ ชื่อย่อก็คือ KZM
KZM เป็นแนวคิดในการครอบครองพื้นที่ (โซน) ในการเทรดหรือการวางกรอบการเทรดนั่นแหละ ซึ่งสามารถสร้างกำไรจากการเทรดได้อย่างสม่ำเสมอ โดย KZM เชื่อว่าราคาในการสวิงในตลาดไม่มีทางสูงหรือต่ำตลอดไปและราคาไม่มีทางเป็น 0
ระบบการเทรดนี้มีลักษณะเหมือนและคล้ายระบบปิด (Close system) โดยจะไม่มีการเติมเงินเข้าไปในระบบอีกเลย ย้ำนะฮะ เราเป็นสายแช่ สายรอฮะ ไม่เน้นเติม
โดยการนำกำไรหรือ Cash Flow ที่ได้จากการเทรด มาปรับเพิ่มออเดอร์ เพื่อสร้างกำไรเพิ่มเติมภายในพอร์ต ซึ่งหมายความว่าก่อนจะทำการเทรด เราต้องสร้างแผนการเทรดแล้วเทรดตามระบบ
ต้องมีการคำนวนไว้เรียบร้อยแล้ว ว่าระบบที่เราจะใช้เทรดนั้นต้องใช้เงินประมาณเท่าไหร่ กำไรเท่าไหร่ ใช้เวลายาวนานประมาเท่าใด ระบบนี้เน้นเรื่องการอยู่รอดในตลาดได้นานๆ ค่อยเป็นค่อยไป ค่อยๆ เก็บสะสม Cash Flow (CF) นะครับไม่เน้นฝาก และไม่เน้นถอนด้วย เน้นสร้างกำไรแบบเติบโตจริงๆ
หลักการทำงานของ KZM
1. กำหนดโซนในการเข้าเทรด และแบ่งเงินออกเป็นกองๆ สำหรับซื้อขายในโซนนั้นๆ เช่น โซนราคา $10 - $30
2. ต้องมีการคำนวนราคาและลอทที่ออกในทุกๆ ออเดอร์ที่ซื้อขาย โดยคำนวณทุนที่ใช้ในแต่ละ Position
3. ระบบนี้ไม่มีการตั้ง Stop Loss ไม่ว่ากราฟจะลงหรือขึ้น และไม่ว่าจะติดลบแค่ไหน ก็จะเปิดออเดอร์ Buy ไปเรื่อยๆ และไม่ Take Profit จนกว่าจะถึงจุดที่พอใจ ระบบนี้จึงใช้ทุนหนาพอสมควรนะฮะ
KZM ทำกำไรอย่างไร ?
เป็นระบบที่เชื่อว่าราคาจะไม่มีวันเป็น 0 โดยเราจะทำการเปิดออดอร์ Buy ไปเรื่อยๆ ถึงแม้ว่าตลาดจะเป็นช่วงขาลง เราก็ยังทยอยเข้าซื้อไปเรื่อยๆ เช่นซื้อทอง ที่ราคา 2900 และราคาดิ่งลงฮวบๆแต่เราก็ยังทยอยซื้อเพิ่มอยู่ดี เมื่อเทรนด์ในตลาดเป็นเทรนด์ขาขึ้นกลับมา และถึงจุดที่เราพึ่งพอใจ จึงค่อย Take profit
ความเสี่ยงที่นักเทรดต้องแบกรับให้ได้เมื่อใช้ KZM คือ
การที่เราจะต้องทนติดลบในปริมาณมากๆ เมื่อตลาดกลายเป็นเทรนด์ขาลง การเทรดส่วนใหญ่จึงมักลงทุนใน Position ที่น้อยๆเป็นหลัก แต่ทุนหนามาก
ข้อดี KZM
1. ไม่ต้องเติมเงินบ่อย สามารถทำกำไรได้ในระยะยาว
2. ทำกำไรได้ในระยะยาว จากการ Take profit เมื่อถึงจุดที่เราพอใจ ก็นำเงินไปขยายในทรัพย์สินอื่นๆได้อีกต่อ
3.ระบบ KZM ช่วยให้เราได้ฝึกคำนวณทุนที่ใช้ต่อ 1 Position อีกทั้งยังได้ฝึกบริหารจัดการเงินในการลงทุน (Money Management) อีกด้วย
ข้อเสีย KZM
1.ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการทำกำไรในระยะสั้นๆ
2.ไม่เหมาะสำหรับคนที่รีบใช้เงิน เพราะเงินร้อน ใจร้อน ย่อมทำให้ขาดทุนได้ง่าย
3. ออเดอร์อาจจะเยอะ จนตาลาย ลายตาไปหมดฮะ
👽👽👽เป็นอย่างไรกันบ้างครับ กับระบบเทรด KZM แม้ว่าระบบการเทรดนี้จะเน้นการเทรดในระยะยาว แต่เราไม่จำเป็นต้องเทรดกันเป็นปีๆก็ได้ครับ สามารถเอามาปรับใช้ให้สั้นลงได้เช่นกันเช่น 2-3 เดือนก็ว่ากันไปแล้วแต่ความชอบส่วนตัว
ที่สำคัญคือบริหารเงินในหน้าตักเราให้เป็นและรัดกุมมากที่สุดครับคือสิ่งสำคัญ ฝึกไว้เยอะๆแล้วเราจะเก่งเอง แอดเอาใจช่วยทุกท่านให้เทรดได้เงินสะสมเยอะๆครับ
US30, 4H เหมือนว่ากำลังทำกรอบสามเหลี่ยมUS30, 4H
เหมือนว่ากำลังทำกรอบสามเหลี่ยม ที่มีโอกาส หลุดลงมาหาแนวรับ 42000 ได้
และถ้าหากหลุดลงไปเลย มีโอกาสลงไปทดสอบแนวรับถัดไปคือ 40,600-40700
และ โซน 40,000 ได้
สองโซนนี้มีโอกาสเด้งรีบาวน์ตามเทคนิคได้
กลับกันหากเบรกสามเหลี่ยมขึ้นด้านบน ก็จะมีโอกาสขึ้นทดสอบแนวต้าน 44,000
Disclaimer คำเตือน
1.โพสต์นี้เป็นการแชร์มุมมองเพื่อการศึกษาและเรียนรู้พฤติกรรมการทำราคาของกราฟเทคนิคคอลเท่านั้น (For Educational purposes only) และ ผู้เขียนไม่ใช่ (Financial advisor nor a CPA)
2.ทางเพจไม่ได้มีเจตนาชี้แนะหรือชี้ชวนการลงทุนแต่อย่างใด (I am sharing my opinion with no guarantee of investment gains or losses.)
3.ผู้ลงทุนควรศึกษาผลิตภัณฑ์การลงทุนก่อน และตัดสินใจการลงทุนเอง ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นผู้ลงทุนต้องยอมรับความเสี่ยงด้วยตนเอง (Investing of any kind involves risk. While it is possible to minimize risk, your investments are solely your responsibility. You must conduct your own research.)
4. ผลตอบแทนในอดีตที่ผ่านมา ไม่สามารถวัดหรือการันตีผลตอบแทนในอนาคตได้ว่าจะดีเหมือนในอดีตหรือไม่ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนต้องเข้าใจหลักและวิธีการเงื่อนไขการลงทุน และผลตอบแทน ความเสี่ยงที่ได้รับก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง
SPX, 4H ปัจจุบันหลุดเส้นค่าเฉลี่ย 50,200 วันSPX, 4H
ปัจจุบันหลุดเส้นค่าเฉลี่ย 50,200 วัน
และหลุด parallel line มาแล้ว
ถ้าหากเด้งแล้วไม่สามารถเบรกเหนือ 5905 หรือระยะยาวเบรก 6150 ได้
มีโอกาสไหลลงต่อ โดยมีเป้าแนวรับแรกคือ 5395 โดยประมาณ
Disclaimer คำเตือน
1.โพสต์นี้เป็นการแชร์มุมมองเพื่อการศึกษาและเรียนรู้พฤติกรรมการทำราคาของกราฟเทคนิคคอลเท่านั้น (For Educational purposes only) และ ผู้เขียนไม่ใช่ (Financial advisor nor a CPA)
2.ทางเพจไม่ได้มีเจตนาชี้แนะหรือชี้ชวนการลงทุนแต่อย่างใด (I am sharing my opinion with no guarantee of investment gains or losses.)
3.ผู้ลงทุนควรศึกษาผลิตภัณฑ์การลงทุนก่อน และตัดสินใจการลงทุนเอง ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นผู้ลงทุนต้องยอมรับความเสี่ยงด้วยตนเอง (Investing of any kind involves risk. While it is possible to minimize risk, your investments are solely your responsibility. You must conduct your own research.)
4. ผลตอบแทนในอดีตที่ผ่านมา ไม่สามารถวัดหรือการันตีผลตอบแทนในอนาคตได้ว่าจะดีเหมือนในอดีตหรือไม่ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนต้องเข้าใจหลักและวิธีการเงื่อนไขการลงทุน และผลตอบแทน ความเสี่ยงที่ได้รับก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง
SET@QUARTERLY ซึ่งใช้วิเคราะห์แนวโน้มของตลาดหุ้นไทยSET@QUARTERLY เป็นกราฟจากโปรแกรม TradingView ซึ่งใช้วิเคราะห์แนวโน้มของตลาดหุ้นไทยโดยอิงกับ Fibonacci Retracement และ Price Action ที่ผ่านมา
________________________________________
1. เหตุการณ์สำคัญในอดีตที่ระบุในกราฟ
จากกราฟเราสามารถระบุวันที่และราคาที่สำคัญได้ดังนี้:
1. 30 ม.ค. 1998 - ดัชนีต่ำสุดที่ 204.59 จุด
o เป็นช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง (1997) ตลาดหุ้นไทยร่วงหนัก
o นักลงทุนต่างชาติเทขาย ทำให้ตลาดตกต่ำสุด
2. 28 ส.ค. 2007 - ดัชนีที่ 924.70 จุด
o เป็นช่วงตลาดฟื้นตัวจากวิกฤตต้มยำกุ้ง และมีการขยายตัวของเศรษฐกิจ
o ช่วงนี้เป็นช่วงก่อนเกิดวิกฤติซับไพรม์ในปี 2008
3. 30 มี.ค. 2018 - จุดสูงสุดที่ 1852.51 จุด
o เป็นช่วงที่ SET Index ทำจุดสูงสุดใหม่ในยุคหลัง
o ตลาดหุ้นได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการเติบโตของ GDP ไทย
4. 31 มี.ค. 2022 - ดัชนีที่ 1718.55 จุด
o ตลาดหุ้นยังคงแกว่งตัวสูงจากแรงหนุนของการลงทุนภาครัฐและฟื้นตัวจากโควิด-19
o แต่เริ่มมีความผันผวนจากปัจจัยภายนอก เช่น ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นจาก Fed และสงครามรัสเซีย-ยูเครน
5. 31 ม.ค. 2025 - ดัชนี 1789.16 จุด
o ปัจจุบันตลาดเริ่มมีการปรับฐานจากระดับสูง และอยู่ในช่วงที่ต้องจับตาแนวรับสำคัญ
6. แนวรับต่ำสุดล่าสุด (7 ม.ค. 2025) ที่ 1173.13 จุด
o เป็นจุดต่ำที่เกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2025 แสดงถึงแนวรับสำคัญที่ต้องจับตา
________________________________________
2. วิเคราะห์แนว Fibonacci 61.8% ที่ 1183.85 จุด
Fibonacci Retracement 61.8% เป็นระดับที่สำคัญมาก เนื่องจากมักเป็นจุดกลับตัวของตลาด
🔹 ระดับ 1183.85 จุด เป็นแนวรับที่สำคัญมากในทางเทคนิค หากราคาปิดหลุดระดับนี้ ใน Q1/25
• อาจเกิด Bearish Breakout และมีโอกาสลงต่อเนื่อง
• แสดงถึงความอ่อนแอของตลาด และนักลงทุนอาจเริ่มตื่นตระหนก
• หากราคายืนอยู่เหนือแนวนี้ มีโอกาสที่ตลาดจะดีดกลับไปทดสอบแนวต้านที่กรณีดีมาก 1450 จุด อีกครั้ง
📌 ปัจจัยที่ต้องจับตาเมื่อราคามาถึงแนว 1183.85 จุด
• ดูวอลุ่มการซื้อขาย: ถ้าปริมาณซื้อขายต่ำ อาจเป็นสัญญาณของการร่วงต่อ
• ดูพฤติกรรมของแท่งเทียน: ถ้าเกิดแท่งเทียนกลับตัวแบบ Hammer หรือ Bullish Engulfing อาจเป็นสัญญาณว่าตลาดกำลังรีบาวด์
• ดูปัจจัยพื้นฐาน: ข่าวสารเศรษฐกิจ เช่น นโยบายดอกเบี้ยของ Fed หรือ สภาพเศรษฐกิจไทย จะมีผลกระทบโดยตรง
________________________________________
3. วิเคราะห์แนวโน้มตลาดเชิงลึก
🔺 กรณีตลาดเป็นขาขึ้น (Bullish Case)
• ดัชนีต้องยืนเหนือ 1220 จุด และกลับไปยืนเหนือ 1450 จุด (Fib 78.6%)
• ต้องมีแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติ และเม็ดเงินไหลกลับเข้าตลาด
• ปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ: การลดดอกเบี้ยของธนาคารกลาง, แผนกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ
🔻 กรณีตลาดเป็นขาลง (Bearish Case)
• หากดัชนีหลุดแนวรับ 1183 จุด ใน Q1/25 ตลาดอาจลงต่อเนื่อง ซึ่งต้องประเมินต่อไป
• ปัจจัยเสี่ยง: การชะลอตัวของเศรษฐกิจ, ปัญหาหนี้ครัวเรือน, สงครามหรือปัจจัยภายนอกที่กระทบความเชื่อมั่น
________________________________________
🔎 สรุปแนวทางการลงทุน
✅ ถ้าตลาดยืนเหนือ 1220 จุด - อาจเป็นโอกาสซื้อสะสม โดยดูเป้าหมายที่กรณีดีมาก 1450 จุด
🚨 ถ้าหลุด 1183 จุด - ใน Q1/25 อาจต้องระวังแรงขาย เกิดการลงต่อเนื่อง
SET 10/03/25 กรอบเลือกทาง 1173-1209 ลงต่อ หรือหยุดลงจะหยุดลง หรือลงต่อ
กรณีลง
- หลุด 1187.5 1173
กรณีดีดขึ้น
- เบรค 1209 ยืนได้
.
W : ขาลง os 00 / ค้าง ob
- ค้าง ob ถ้าเบรค 1242.5 ได้
D : ลงสุด / ค้าง ob
- ค้าง ob ถ้าเบรค 1210 ได้
240 : ขาลง 261.8+ TSu / ค้าง ob
- ค้าง ob คาดจิ้มลึก
- กรอบ 1173-1267.5
60 : ขาลง 00 / สกปฐ.
- 1173-1209
- ถ้าเบรค 1209 จะมีหัวขึ้น
- ขึ้น rsi ob หรือพา 240 ob
- ถ้าหลุด 1187.5 ลง test 1173 sw
- ถ้าหลุด 1173 ลงไป fibo W 240 60
15 5 : sw up test บน
Sentiment ตลาด SET เริ่มเห็นโอกาสการรีบาวสูงมากในเดือนมีนาคมจากข้อมูล ตลาด ของ SET100 เป็นเครื่องมือ Market Breadth ดึง ข้อมุลหุ้นมาจาก 100 ตัว
เครื่องมือตัวแรก
ADV/DEC MA เป็นเครื่องมือนับ หุ้นเขียว หุ้นแดง รายวันว่ามีหุ้นเขียวหรือหุ้นแดงเป็นจำนวนกี่ตัว และใส่ Moving avg20day เข้าไปเพื่อหาค่าเฉลี่ย
*** เส้น ค่าเฉลี่ยเริ่มใกล้จะสลับด้าน อย่างมีนัยยะ มีการเริ่มม้วนตัว
- เส้นสีม่วงแทน หุ้นแดง
- เส้นสีน้ำเงินแทน หุ้นเขียว
สรุป เริ่มมีการ ม้วนตัว มีนัยยะกำลังจะสลับด้านกัน แต่ต้องรอ อาทิตย์หน้าว่าจะสลับด้านกันไม๊กลับมาเป็น
Bullish มากกกว่า ตั้งแต่ วันที่ 3/10 2024 เส้น สีแดง bearish มากกว่าหลังจากนั้น ก็ยังมากกว่าเส้นสีน้ำเงินยาวมาถึง ปัจจุบัน 7/3/25
*** Trend Momentum
- เส้นสีแดง คือเส้น Bearish
- เส้นเขียว คือ Bullish
- เส้นน้ำเงิน คือ Reversal
-เส้นเหลืองคือ Pullback
สรุป เส้นสีแดง เริ่มมีการทำยอด ต่ำลง
เส้นสีเขียว มีการยก ตัวขึ้นแต่ ไม่ยังไม่มากพอ
เส้นสีน้ำเงิน เป็นตัวบอกว่า ตลาดอาจจะ reversal แต่ถ้าจะให้ดี เส้นสีเขียวต้องยกตามมาประกบ ด้วย
*** Above ma20 เป็น market breadth นับหุ้นที่ยืนเหนือ ma20
จำนวนหุ้นที่ ยืนเหนือ ma20 มีการเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ SET100 ยังทำต่ำลง เกิดสัญญาณ Divergence
สรุป อาทิตยืหน้าเป็นตัวบอกว่า ตลาดจะขึ้นต่อหรือไม่ ถ้ามีการเริ่มทำ new high และ เส้นสีเขียว trend momentum เริ่มม เป็นไปได้สูงว่า ตลาดเริ่ม ขึ้นได้
SET จะเด้งขึ้น หรือ ลง ต่อไปลึกกว่าเดิม ให้ดูหลัง 7 มี.ค.68SET จะเด้งขึ้น หรือ ลง ต่อไปลึกกว่าเดิม ให้ดูหลัง 7 มี.ค.68
จากการวิเคราะห์เชิงเทคนิคของ SET Weekly โดยอ้างอิงจาก TD Sequential และ Keltner Channel ที่ตั้งค่า 21, 21, 3 พบข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับโอกาสฟื้นตัวของตลาด ดังนี้:
________________________________________
🔹 TD Sequential - TD Buy Setup 9 (คอนเฟิร์มวันที่ 7 มี.ค. 2025)
• TD Buy Setup 9 บ่งบอกถึงจุดที่อาจเกิด Reversal (การกลับตัวขึ้น) โดยปกติแล้วสัญญาณนี้จะมีนัยสำคัญเมื่อราคาลงมาต่อเนื่องถึงแท่งที่ 9
• อย่างไรก็ตาม สัญญาณจะมีน้ำหนักมากขึ้นหากแท่งถัดไป (สัปดาห์ถัดไป) มี Bullish Price Flip หรือเกิดแท่งกลับตัวที่แข็งแรง
• ปัจจัยที่ช่วยยืนยันการฟื้นตัว:
o แท่งเทียนกลับตัว (Reversal Candle)
o Volume ที่เพิ่มขึ้น
o เกิด Bullish Divergence กับ RSI หรือ MACD
o Breakout แนวต้านสำคัญ (เช่นเส้น EMA หรือแนวรับสำคัญในอดีต)
________________________________________
🔹 Keltner Channel (KC) ตั้งค่า 21, 21, 3
• เส้น KC Upper Band และ Lower Band บ่งบอกถึงขอบเขตของแนวโน้มและความผันผวน
• จากกราฟปัจจุบัน ราคาลงมาต่อเนื่องและกำลังแตะ KC Lower Band ซึ่งอาจเป็นจุดพักฐานหรือเด้งขึ้น
• หากราคาสามารถยืนเหนือ Lower Band ได้ และมีแรงซื้อกลับ ก็มีโอกาสฟื้นตัวระยะสั้น
• แต่ถ้าราคาทะลุ KC Lower Band ลงต่อ นั่นหมายถึงแนวโน้มขาลงยังคงแข็งแกร่ง
________________________________________
🔹 แนวรับและแนวต้านสำคัญ
• แนวรับสำคัญ: 1,170 – 1,190 (โซนที่ราคากำลังทดสอบ)
• แนวต้านสำคัญ: 1,210 – 1,220 (แนวเส้นกลางของ Keltner Channel และเส้น EMA)
________________________________________
🔹 โอกาสฟื้นตัวและแนวทางการเทรด
1. เฝ้ารอดูการยืนยันสัญญาณจาก TD Sequential
o ถ้าสัปดาห์ถัดไปเกิดแท่งเทียนกลับตัวแบบ Bullish เช่น Hammer, Engulfing, หรือ Morning Star อาจเป็นสัญญาณฟื้นตัว
2. จับตา Keltner Channel Lower Band
o ถ้าราคาสามารถกลับขึ้นมายืนเหนือ KC Lower Band ได้ อาจเกิด Technical Rebound สั้น ๆ
3. Volume และ Indicator สนับสนุนหรือไม่
o ควรดูว่า RSI, MACD หรือ Volume มีสัญญาณกลับตัวสนับสนุนหรือไม่
4. กลยุทธ์การเทรด
o หากเกิดสัญญาณกลับตัว สามารถพิจารณา Long Position (ซื้อ) โดยตั้ง Stop Loss ไว้ต่ำกว่าจุดต่ำสุดที่เพิ่งทำไว้
o หากราคาทะลุแนวรับ 1,170 ลงไป ควร หลีกเลี่ยงการเข้าซื้อ จนกว่าจะเห็นสัญญาณกลับตัวที่ชัดเจน
________________________________________
📌 สรุปแนวโน้ม
• SET มีโอกาสเกิด Technical Rebound เนื่องจาก TD Buy Setup 9 และการทดสอบ KC Lower Band
• อย่างไรก็ตาม ยังต้องรอการยืนยันจากแท่งเทียนสัปดาห์ถัดไปและ Volume
• หากเกิดแท่งกลับตัวพร้อมแรงซื้อ อาจเป็นจุดเข้าเทรดระยะสั้นที่ดี
• ถ้าหลุดแนวรับ 1,180 ให้ระวังแนวโน้มขาลงต่อเนื่อง
🔍 ติดตามการปิดแท่งวันที่ 7 มี.ค. 2025 อย่างใกล้ชิด! 🚀






















